หน้าแรก เศรษฐกิจ กรมโรงงานฯคุม...

กรมโรงงานฯคุมเข้ม1,957โรงงาน ยกระดับมาตรการลดPM2.5

28.01.26 | 13:00 น.

ในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงช่วงต้นปี ประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ประสบกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่องในทุกปี

ปัญหานี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และสุขภาพของประชาชน รวมถึงสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กับประเทศอย่างมหาศาล และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ปัจจุบันพบคนไทยเป็นโรคที่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศประมาณ 12 ล้านคน และมีแนวโน้มสูงขึ้นตามความถี่และความรุนแรงของปัจจัยแวดล้อม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องกับสุขภาพ ทั้งด้านการรักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการป้องกันตนเอง เช่น การซื้อหน้ากากอนามัย การซื้อเครื่องฟอกอากาศ การปรับปรุงที่พักอาศัยให้ปลอดภัย

คาดการณ์ว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาทต่อเดือน ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระแฝงกว่า 4-5 พันบาทต่อครัวเรือนต่อปีต่อฝุ่นทุกๆ 1 ไมโครกรัมที่เกินมาตรฐาน ทำให้เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสอย่างมหาศาล

นอกจากนี้ ปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังส่งผลกระทบต่อค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยวอีกกว่า 2.4 พันล้านบาทต่อเดือน และค่าเสียโอกาสด้านอื่นๆ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เช่น ร้านอาการ ร้านค้าปลีก ตลาดหรือตลาดนัดต่างๆ อีกกว่า 6 ร้อยล้านบาทต่อเดือน รวมสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยกว่า 6 พันล้านบาทต่อเดือน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

Advertisement

ต่อประเด็นนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ไม่นิ่งเฉย แต่กำลังเดินหน้ามาตรการเชิงรุกเพื่อลดฝุ่น PM2.5 อย่างเต็มกำลัง

พรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้เร่งผลักดันมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้ครอบคลุมในทุกมิติภายใต้อำนาจหน้าที่รับผิดชอบตามนโยบายของ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำไปสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนคู่ชุมชน

โดยมาตรการมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพจากการหายใจอากาศที่เป็นพิษและฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกาย ทั้งที่เกิดจากการลักลอบเผาอ้อย การปล่อยไอเสียจากยานยนต์ รวมถึงการปล่อยฝุ่นควันจากปล่องโรงงานอุตสาหกรรม

ตลอดจนมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้กับประชาชน และสนับสนุนผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและประชาชนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน โดยได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดมาตรการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบจากควันพิษและฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

อธิบดีพรยศระบุ ล่าสุดกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ดำเนินมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ประกอบด้วย 5 มาตรการเชิงรุก ได้แก่

1.ยกระดับการตรวจกำกับโรงงานเข้มข้น โดยโฟกัสไปที่โรงงานที่มีการประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดมลพิษอากาศจากกระบวนการผลิต เช่น มีการใช้หม้อน้ำหรือหม้อไอน้ำที่มีกระบวนการเผาไหม้จากเชื้อเพลิงต่างๆ โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้บูรณา
การความร่วมมือกับสำนักงานอุตสาหกรรมในพื้นที่เป้าหมาย ร่วมกันตรวจกำกับโรงงานเข้มข้นรวมกว่า 1,957 โรงงาน โดยแบ่งเป็น การตรวจกำกับโรงงานในพื้นที่กรุงเทพฯ 319 โรงงาน พบการฝ่าฝืนกฎหมายและสั่งการปรับปรุงแก้ไข 5 โรงงาน พื้นที่จังหวัดปริมณฑล 745 โรงงาน พบการฝ่าฝืนกฎหมายและสั่งการปรับปรุงแก้ไข 7 โรงงาน และพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ 893 โรงงาน พบการฝ่าฝืนกฎหมายและสั่งการปรับปรุงแก้ไข 2 โรงงาน

2.ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้และยกระดับระบบบำบัดมลพิษอากาศโรงงาน โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้จัดทำโครงการเผยแพร่องค์ความรู้ในการป้องกันและลดฝุ่นละอองจากภาคอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการเผาไหม้ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เช่น การให้คำแนะนำเชิงรุกในการตรวจสอบและปรับแต่งการเผาไหม้เชื้อเพลิงชนิดต่างๆ การตรวจเช็กระบบบำบัดมลพิษอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งการดำเนินการตามแผนซ่อมบำรุงเชิงรุกในลักษณะ Preventive Maintenance เป็นต้น

3.การยกระดับมาตรฐานค่ามลพิษอากาศของโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้เข้มขึ้นกว่าค่ามาตรฐานทั่วไปในพื้นที่อื่น โดยการจัดทำเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากปล่องของหม้อน้ำและหม้อต้มของโรงงานที่ตั้งอยู่ในท้องที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2569 ซึ่งกำหนดให้โรงงานในกรุงเทพฯต้องควบคุมการระบายมลพิษอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อน้ำและหม้อต้ม ให้ฝุ่นไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สำหรับเชื้อเพลิงก๊าซ และไม่เกิน 90 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สำหรับเชื้อเพลิงแข็งและเชื้อเพลิงเหลว (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 62%) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 60 ส่วนในล้านส่วน (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 91%) และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน 60 ส่วนในล้านส่วน (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 20%) โดยปัจจุบันประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมดังกล่าวอยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมลงนามเพื่อบังคับใช้ต่อไป

4.อัพเกรดเทคโนโลยีการกำกับการปลดปล่อยมลพิษอากาศโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯแบบเรียลไทม์ด้วยระบบ CEMS ที่ครอบคลุมโรงงานมากกว่ามาตรฐานทั่วไป โดยการจัดทำเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดให้โรงงานในท้องที่กรุงเทพมหานครต้องติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษเพื่อรายงานมลพิษอากาศจากปล่องโรงงาน พ.ศ.2569 ซึ่งกำหนดให้โรงงานขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯกว่า 156 โรงงาน ต้องติดตั้งระบบตรวจวัดและบันทึกค่ามลพิษทางอากาศจากปล่องระบายของโรงงานอุตสาหกรรมแบบอัตโนมัติและต่อเนื่อง (Real-time) หรือระบบ CEMS (Continuous Emission Monitoring System) จากเดิมที่กฎหมายกำหนดให้ต้องติดตั้งเพียง 8 โรงงาน โดยระบบดังกล่าว ประชาชนสามารถเข้าถึง ตรวจสอบและติดตามการระบายมลพิษอากาศของโรงงานแบบตลอดเวลาผ่านฟรีแอพพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ POMS (Pollution Online Monitoring System) เป็นการพลิกโฉมการตรวจกำกับโรงงาน สร้างความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบได้โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งปัจจุบันประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมดังกล่าวอยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมลงนามเพื่อบังคับใช้ต่อไป

5.มาตรการ Factory Relocation ส่งเสริมการย้ายโรงงานจากชุมชนเมืองเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตด้วยระบบสาธารณูปโภคครบวงจร ผ่านกลไกการอำนวยความสะดวกแบบ Fast Pass มีการจัดสรรพื้นที่นิคมฯเป้าหมายไว้รองรับ มีส่วนลดค่าธรรมเนียม/ค่าเช่าพื้นที่ในนิคมฯ มีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในนิคมฯ และการได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมต่างๆ ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น

“มาตรการเชิงรุกทั้งหมดที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเดินหน้า เป้าหมายคือมุ่งมั่นสู่การเป็นกลไกหลักในการร่วมสร้างระบบนิเวศ ‘อากาศดี รายได้ดี ชีวิตดี’ เพื่อให้ภาคประชาชน ภาคธุรกิจและภาคการท่องเที่ยว สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานของอากาศสะอาดในช่วง High Season ของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยั่งยืน” อธิบดีพรยศทิ้งท้าย