อนุทิน นำทีม เอกนิติ-ศุภจี แถลงผลเวทีดาวอส เล็งดึงต่างชาติลงทุนไทย5แสนล้าน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวสรุปผลการเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum Annual Meeting 2026 (WEF 2026) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19-23 มกราคม 2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ร่วมแถลงที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 27 มกราคม
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง นำคณะทีมไทยแลนด์ (Team Thailand) เข้าร่วมการประชุม ร่วมกับ รมว.พาณิชย์และ รมว.ต่างประเทศ เพื่อเข้าร่วมเวทีหารือระดับโลก ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยการประชุม WEF เป็นเวทีสำคัญรวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางนโยบายด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาในระดับนานาชาติ การประชุมปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ Spirit of Dialogue หรือ จิตวิญญาณแห่งการเจรจา ท่ามกลางสถานการณ์โลกเผชิญความตึงเครียดและความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น
นายเอกนิติกล่าวว่า หัวใจสำคัญของการประชุม WEF คือเป็นเวทีหารือระหว่างผู้นำ เพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนของโลก สรุปผลการประชุมได้ 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก ประเทศไทยและทีมไทยแลนด์ได้แสดงบทบาทยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศให้เข้าไปอยู่ในเรดาร์ของเวทีโลกชัดเจน เป็นครั้งแรกที่มีการเตรียมจุดยืนของไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ในการเข้าร่วมเวทีต่างๆ หลายเวที จุดยืนได้รับความสนใจอย่างมากคือบทบาทของไทยและอาเซียนในฐานะประเทศเป็นกลาง ท่ามกลางโลกกำลังเผชิญการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยแสดงบทบาทเป็นกลาง เป็นพื้นที่ทุกฝ่ายเข้ามาลงทุนและค้าขายมากขึ้น สะท้อนจากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1.8 ล้านล้านบาท เติบโตกว่า 60% โดยเฉพาะนักลงทุนสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ การแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และดาต้าเซ็นเตอร์ รายงานของสหประชาชาติเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาระบุว่า ไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับ 6 ของโลก ในการดึงดูดการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ รองจากฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ บราซิล และสเปน สะท้อนบทบาทและศักยภาพของเศรษฐกิจไทย รวมถึงความโดดเด่นของอุตสาหกรรม Wellness จุดแข็งของประเทศ
นายเอกนิติกล่าวว่า ประเด็นที่สอง คือการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในเวทีโลก และการสร้างเครือข่ายกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ ได้หารือกับประธานธนาคารโลก กรรมการผู้จัดการใหญ่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงผู้นำรัฐบาลและหน่วยงานจากหลายประเทศ ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศตุลาคมนี้ จะมีผู้นำด้านเศรษฐกิจจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมเป็นจำนวนมาก เวที WEF พร้อมให้ความร่วมมือและภาคเอกชนพร้อมเข้ามาแสดงศักยภาพ ในส่วนการผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้พบกับเลขาธิการ OECD แสดงความตั้งใจสนับสนุนไทย ตั้งเป้าหมายไทยเข้าเป็นสมาชิกได้ภายใน 5 ปี
ประเด็นที่สาม การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ผู้เข้าร่วมเวทีส่วนใหญ่เป็นผู้นำธุรกิจ คณะผู้แทนไทยได้หารือกับบริษัทต่างชาติประมาณ 30 บริษัท สนใจลงทุนในไทย โดยเฉพาะสาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) นักลงทุนยืนยันความพร้อมลงทุนและขยายลงทุนในไทย รวมมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท ทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่
“รัฐบาลได้ขอความร่วมมือให้นักลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อให้คนไทยมีงานทำและมีรายได้สูงขึ้นในเศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านโครงการพัฒนาทักษะแรงงาน หรือโครงการ Skill Bridge ทุกฝ่ายพร้อมร่วมมือ” นายเอกนิติกล่าว และว่า บทเรียนสำคัญจากการประชุมครั้งนี้คือ ไทยต้องเตรียมพร้อมด้านพลังงานสะอาดให้เพียงพอ เพื่อรองรับการลงทุนอนาคต เป็นนโยบายสำคัญที่นายกรัฐมนตรีนำไปหารือใน ครม. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและเสริมสร้างศักยภาพดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศอย่างยั่งยืน
นางศุภจี กล่าวว่า ภาพรวมของโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และโครงสร้างการค้าโลกก่อนมาดาวอส ใช้คำว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคมัลติโพลาร์ แต่จากสิ่งที่เห็นและได้ฟังในเวทีปีนี้ ต้องยอมรับว่าเกินกว่าจุดนั้นไปแล้ว ไทยกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า เอ็กซ์ตรีม โพลาไรเซชั่น หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว โลกไม่ใช่เพียงการแข่งขันของหลายมหาอำนาจ แต่เป็นโลกที่ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้ต้องเลือกข้างในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันแต่ละประเทศก็ต้องเร่งหาทางรอดของตนเอง ไทยจำเป็นต้องปรับบทบาทเชิงรุก วางตำแหน่งประเทศให้เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย และมุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วม มากกว่าการยึดติดกับการเลือกข้าง และการดำเนินนโยบายการค้าในยุคใหม่ ไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับทุกประเทศได้อีกต่อไป แต่ต้องเจรจาเป็นรายประเด็น เลือกความร่วมมือในเรื่องที่เกิดประโยชน์ร่วมกันจริง
“หัวใจสำคัญคือรายละเอียด เราไม่จำเป็นต้องคุยทุกเรื่องกับทุกประเทศ แต่ต้องเลือกเรื่องเป็นประโยชน์ร่วม สร้างคุณค่าให้ทั้งสองฝ่าย ถือเป็นเกม เชนเจอร์ของเศรษฐกิจในยุคนี้” นางศุภจีกล่าว

