ปวีณา ดัน เชื่อมสนามบินไทยสู่ฮับการบินโลก ย้ำมาตรฐานสากล-ปลอดภัย-บริการเป็นเลิศ
เวลา 11.00 น. ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เชตราชเทวี กรุงเทพฯ เครือมติชน จัดงานสัมมนา “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย” เนื่องในโอกาสที่หนังสือพิมพ์มติชนดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 49 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง เสนอแนวคิด นโยบาย และยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ปีนี้เป็นปีแห่งการฟื้นตัวและการผลิบานของประเทศ

น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษ ฮับการบิน เชื่อมไทย-เชื่อมโลก ว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้บริการท่าอากาศยาน 6 แห่ง เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลสังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีการประชุมและประสานงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อถ่ายทอดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานจากภาครัฐไปสู่ผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

น.ส.ปวีณา กล่าวว่า สำหรับท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของ ทอท. จะครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ โดยเริ่มจากภาคเหนือ ได้แก่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานเชียงใหม่ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งประชาชนคุ้นเคยและใช้บริการเป็นจำนวนมาก และในภาคใต้ ได้แก่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานภูเก็ต

น.ส.ปวีณา กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือแนวคิด ‘เชื่อมไทย เชื่อมโลก’ โดยท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. มีการเชื่อมต่อกับสนามบินทั่วโลกจำนวนมาก โดยข้อมูลในปีที่ผ่านมาพบว่ามีสายการบินที่ให้บริการแบบตารางบินปกติ (Scheduled Airline) ถึง 141 สายการบิน และมีการเชื่อมต่อกับเมืองต่างๆ (City Link) ถึง 171 เมือง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานโลก

น.ส.ปวีณา กล่าวว่า ทอท. ยังมีการกำหนดตำแหน่ง (Positioning) ของท่าอากาศยานในระดับสากล โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Primary Airport, Secondary Airport และกลุ่มถัดลงมา ซึ่งท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ครอบคลุมครบทั้ง 3 ระดับ โดยสนามบินหลักที่มีผู้โดยสารมากกว่า 40 ล้านคนต่อปีจัดอยู่ในกลุ่ม Primary Airport ขณะที่สนามบินที่มีผู้โดยสารประมาณ 20–40 ล้านคนต่อปีอยู่ในกลุ่ม Secondary Airport ส่วนอีก 4 แห่งอยู่ในระดับถัดลงมา

“การดู Position ของสนามบิน เราต้องดูว่าเราอยู่ตรงไหนของโลก และเปรียบเทียบกับใคร เพราะฉะนั้น ทอท. มีการทบทวนและประเมินตัวเองตลอดเวลา ว่าเราอยู่จุดใด และควรต้องทำอะไรต่อไปในอนาคต”น.ส.ปวีณา กล่าว
น.ส.ปวีณา กล่าวว่า ทั้งนี้ ทอท. ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก บางท่านอาจได้ยินว่าเป็นฮับของภูมิภาค ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความหมายเดียวกัน เพราะศูนย์กลางการบินระดับโลกในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ หรือจีน ดังนั้น การที่เราเป็นฮับของภูมิภาค จึงเท่ากับเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลกโดยปริยาย ซึ่งสนามบินจะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานสากล หากไม่ได้มาตรฐานก็ไม่สามารถให้สายการบินเข้ามาดำเนินการได้ ดังนั้น สนามบินของ ทอท. ทั้ง 6 แห่ง ต้องปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ให้บริการที่เป็นเลิศ ทันสมัย และยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทอท. เน้นย้ำมาโดยตลอด

“ทอท. ตั้งเป้าหมายจะเป็นศูนย์กลางการบินของโลก สนามบินของ ทอท. ทั้ง 6 แห่งต้องปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล พร้อมบริการที่เป็นเลิศ ทันสมัย และยั่งยืน นี้คือสิ่งที่ ทอท. เน้นย้ำในปัจจุบัน”น.ส.ปวีณา กล่าว
น.ส.ปวีณา กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ เราจะทำอย่างไรให้สามารถให้บริการผู้โดยสารได้อย่างปลอดภัย ควบคู่กับความสะดวกสบายและความอุ่นใจ ซึ่งในโลกปัจจุบันเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอย่างมาก เราต้องสมาร์ท เพราะผู้โดยสารของเรามีความหลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงนักลงทุน คนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ และผู้ที่เข้ามาทำงานหรือพำนักในประเทศไทย ทอท. จึงต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ ควบคู่กับการพัฒนาให้เป็นสนามบินที่ยั่งยืน เพราะเราสามารถลดต้นทุนด้านอื่นได้ แต่ไม่สามารถลดมาตรฐานความปลอดภัยได้ นอกจากนี้ ทอท. ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภายใต้ธรรมาภิบาลและคุณธรรม ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การใช้เทคโนโลยี และการพัฒนาคน เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสาร เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และขับเคลื่อน ทอท. ไปสู่เป้าหมายการเชื่อมประเทศไทยกับโลกอย่างแท้จริง
น.ส.ปวีณา กล่าวว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นการลงทุนอย่างสมเหตุสมผล โดยคำนึงถึงอัตราการเติบโตของผู้โดยสารในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้สอดรับกับความต้องการในอนาคต ซึ่งการพัฒนาหลักเริ่มต้นจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมไปถึงท่าอากาศยานในเครือ ทั้งในส่วนการปรับปรุงระบบการเข้าถึงสนามบิน การออกแบบอาคารใหม่ให้กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมเดิม และเพิ่มศักยภาพฝั่งแอร์ไซด์ โดยยังคงเอกลักษณ์เดิมของอาคารผู้โดยสารไว้

น.ส.ปวีณา กล่าวว่า ปัจจุบันการเดินทางทางอากาศไม่ได้เป็นเพียงการเข้า–ออกประเทศเท่านั้น แต่ประสบการณ์ของผู้โดยสารมีความสำคัญมากขึ้น โดยตัวชี้วัดสำคัญคือประสบการณ์ผู้โดยสาร (Passenger Experience) ซึ่งสะท้อนผ่านการจัดอันดับสนามบินของ Skytrax โดยปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิของไทย อยู่ในอันดับที่ 39 ของโลก ผู้โดยสารต้องรู้สึกถึงความราบรื่น ไม่ตึงเครียด ตั้งแต่การเดินทางเข้าสนามบิน บรรยากาศภายในอาคาร ความไม่แออัด และความสะดวกสบายโดยรวม ซึ่งแนวโน้มการออกแบบสนามบินทั่วโลกมุ่งไปสู่บรรยากาศที่อบอุ่น เป็นมิตร และใช้งานง่าย
น.ส.ปวีณา กล่าวว่า การดำเนินงานขององค์กรต้องเชื่อมโยงกับบริบทโลก ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โรคระบาด และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งแม้บางสถานการณ์จะส่งผลกระทบ แต่ ทอท. ก็สามารถบริหารจัดการเพื่อเปลี่ยนเป็นโอกาสได้ โดยมีการติดตาม วิเคราะห์ และปรับแผนอย่างต่อเนื่อง
น.ส.ปวีณา กล่าวว่า ท้ายที่สุด ทอท. เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของการให้บริการ คือ “คน” และ “จิตใจของการบริการ” นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี โดยมุ่งยกระดับสนามบินไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับโลก ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสากล การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันสนามบินไทยให้เป็นประตูเชื่อมประเทศไทยกับโลกอย่างแท้จริง

