ผมมั่นใจมาก! บิ๊กแอดวานซ์เทค ยกเคสเพื่อนบ้าน ชี้ ’จุดแข็งไทย’ แนะรัฐบาลเปิดใจ หนุนประชาชนใช้ AI พัฒนาประเทศ
เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1 – 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ (รางน้ำ) เนื่องในโอกาสที่หนังสือพิมพ์มติชนดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 49 จัดงานสัมมนา “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง เสนอแนวคิด นโยบาย และยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ปีนี้เป็นปีแห่งการฟื้นตัวและการผลิบานของประเทศ
บรรยากาศเวลา 10.30 น. Mr.Matrix Choong ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอดวานซ์เทค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) และผู้จัดการฝ่ายธุรกิจระดับภูมิภาค-กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ กล่าวในหัวข้อ ‘AI ปี 2026 โอกาสประเทศไทย’ ว่าบริษัทของเรามีมุมมองในการปรับเปลี่ยนฝั่งอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์กับฝั่งของเอไอ โดยบริษัทเราผลิตคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในโรงงาน ตลาด โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า เรียกว่าหลายตลาดในประเทศไทย ซึ่งเราอยู่มาเกือบ 20 ปี โดยส่วนตัวมาอยู่ไทยเกือบ 12 ปี ได้ไปเที่ยวมาเกือบทุกจังหวัด ทั้งภาคเหนือ อีสาน ใต้

“เรื่องของเอไอ ทำให้ผมกดดันมากทุกๆ วัน เพราะเราเห็นข่าวว่าสิ่งที่เอไอทำได้นั้น แรงขึ้น เร็วขึ้น เริ่มจากปี 2023 เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้นเอง เราเห็นว่าจากที่เอไอหาข้อมูลให้เรา จนตอนนี้เขามีสามารถรับงานมาทำให้จบได้
“แค่ 2 ปี มีหลายๆ Agent ที่ช่วยเราทำงานได้จริง ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสสำหรับทุกคน ทุกท่าน รวมถึงประเทศไทยด้วย” Mr.Matrix กล่าว
Mr.Matrix กล่าวถึงแนวโน้มเรื่องของ ‘Agentic AI’ กับ ’Physical AI‘ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งเป็นโอกาสที่กำลังมาในปี 2026 เราจะสามารถใช้งานเอไอประจำตัวได้ทั้งที่หน้าโต๊ะ หน้าบ้าน และทุกที่ ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นด้วยหลายปัจจัยคือ 1.เอไอทำได้ฉลาดขึ้นทุกๆ ปี 2.เอไอช่วยทำให้ต้นทุนในการลงทุน ลดต่ำลงไปเรื่อยๆ 3.ประเทศไทย มีความสามารถที่จะใช้เอไอ เป็นจุดแข็ง (Strengths)

Mr.Matrix กล่าวว่า ประการแรก ตนคิดว่าหลายท่านเกิดทันยุคก่อนที่จะมีอินเตอร์เน็ตเข้ามา ซึ่งเราจะรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากโทรทัศน์ วิทยุ แต่เมื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามา ทำให้เรารับข้อมูลได้จากทุกที่ ทั้งหน้าเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย มันไปเปลี่ยน Flow of information ทำให้ข้อมูลไหลมาจากรอบด้าน ไม่ใช่แค่ทางเดียว, ซึ่ง Agentic AI ได้เข้ามาเปลี่ยน Productivity เปลี่ยนในเรื่องอินฟราสตรักเจอร์ (โครงสร้างพื้นฐาน) ในชีวิตประจำวันของเราให้ดีขึ้นได้ เช่น กรณีไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาเปลี่ยนเราภายใน 3-5 ปีหน้าอย่างแน่นอน
รวมถึงเปลี่ยน Productivity ของมนุษย์ สั่งงานจัดเตรียม รูป วิดีโอ ทำรีเสิร์ชข้อมูลก่อนพบปะ ไปหาลูกค้า รวมถึงเตรียม Strategy ได้เหมือนใช้เอไอเป็นพนักงานของเรา เป็นโอกาสให้ทุกท่านสามารถใช้เอไอหลายๆ ตัว ในฐานะผู้ช่วยส่วนตัว เพียงแค่เราสั่งอย่างเดียว ก็ช่วยเพิ่ม Productivity ให้เรามีเวลาไปทำอย่างอื่นได้
“สมัยก่อนเราทำสิ่งต่างๆ 24 ชั่วโมง ต่อวันต่อคน ถ้าปัจจุบันใช้เอไอได้สัก 100 จนถึง 1,000 เอไอช่วยทำได้ จะช่วยเราทุ่นแรงได้มาก”
“ซี่งในปี 2026 เมื่อ ’Agentic AI’ เข้ามาเรียบร้อยแล้ว และ ’Physical AI’ ที่กำลังจะเข้ามาด้วย คือจะเป็นสมองของตึก สมองของไลน์การผลิต สมองของระบบ (System) ที่หน้าร้าน ช่วยเราให้การเพิ่มขีดความสามารถของเราได้ เพราะเป็นเรื่องของ Hardware” Mr.Matrix กล่าว และว่า
จากที่เราเห็นบิ๊กดาต้า ทั้ง Intel, NVIDIA, AMD, Qualcomm, Huawei กำลังจะผลิตชิป ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนสินค้า AI ให้ลดลง แต่เพิ่มเพอร์ฟอร์มานซ์ที่ดีขึ้นทุกๆ ปี
“จากการที่ผมเดินทางที่ Southwest Asia ทุกเดือน ท็อปปิกเรื่องเอไอ ทุกประเทศตื่นเต้นมาก เป็นห่วงว่า เอไอจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตประจำวันของเรา รัฐบาลบางประเทศจึงสนับสนุนให้ประชาชนเรียนรู้เรื่องเอไอ ว่าอนาคตประเทศเราใช้เอไอ ไปอย่างไรต่อ
อย่างเช่น สิงคโปร์ เขาจะใช้เอไอ เข้ามาช่วยในเรื่องจุดแข็งของเขาคือ Financial Services, ใช้เอไอในการ Analysis ทำโปรดักต์เซอร์วิสให้ รวมถึงทำใช้เอไอที่ทำให้เกิด สมาร์ทซิตี้ (Smart City) สามารถบริหารจัดการทรัพยากรทั้ง ไฟฟ้า น้ำ อุณหภูมิทุกอย่างได้” Mr.Matrix เผย

Mr.Matrix กล่าวต่อว่า ที่ฝั่งมาเลเซีย เรียกว่าจุดแข็งของเขาอยู่ที่ เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) เพราะเขาอยู่ในซัพพลายเชน ในจุดนี้มากกว่า 13 % ของโลก ซึ่งเขาสนับสนุนในการใช้เอไอ จนถึงจุดที่ผลิตชิปAIเองแล้วด้วยซ้ำ
ฝั่งอินโดนีเซียกับเวียดนาม จริงๆ แล้วพบว่า วัยรุ่น เปิดใจเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ คล้ายกับประเทศไทยเช่นกัน ประเทศไทยมีจุดแข็งคือ เราเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งไทยมีมากที่สุดใน เซาท์อีสต์เอเชีย เรามีกลุ่มวัยรุ่นที่ Adopted AI เร็วมาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังจะเป็นผู้นำพาประเทศไทย ให้ไปต่อได้
“ส่วนที่เป็นห่วงอย่างแรกคือ ผมจะโดนไล่ออก ไม่มีงานในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือเปล่า แต่เราสามารถเปลี่ยนปัจจัย หาทางเลือกให้ตัวเองได้ แต่เราจะใช้เขาเร็วขนาดไหน เราจะรอจนถึง 10-20 ปีหน้า จน AI ใช้กันทุกประเทศแล้วเราเพิ่งใช้ หรือเราจะรีบเปิดใจ รีบใช้ มาเป็นมาสเตอร์ เป็นผู้นำที่ใช้เอไอก่อนเลย เป็นโอกาสที่ผมมอง ประเทศไทยมีสิ่งที่เป็น Culture ทางธุรกิจ ที่ทำได้” Mr.Matrix ชี้
ในตอนหนึ่ง Mr.Matrix กล่าวถึงประเทศไทย ที่ตนมองเห็นคือมีจุดแข็งเรื่อง ‘ตลาด’ รวมถึงความรู้เฉพาะด้านเยอะมาก ดังนั้น ประเทศไทยจะเตรียมเซอร์วิสให้ดีที่สุดได้อย่างไร ? เราจะผลิตรถยนต์ให้ง่ายและเร็วที่สุดได้อย่างไร เรามีความรู้เรื่อง Hospital, Healthcare ที่เสิร์ฟลูกค้า Tourist จากฝั่งยุโรป ฝั่งสหรัฐฯ เป็นจุดแข็งของเรา
Mr.Matrix กล่าวต่อว่า จุดที่เรามองคือ มีหลายงานที่เราเตรียมเอไอตั้งแต่หน้างาน คือเปลี่ยน POC (proof of concept ) แต่ไม่มีโมเมนตรัม กลยุทธ์ และผู้ช่วยที่จะไปลงทุนต่อ เพื่อเปลี่ยนสเกลทั้งประเทศ นี่คือจุดอ่อนของประเทศไทย
“ข้อมูล ประเทศไทยเราจะหลุดตลอดเวลา บางปีมี บางปีไม่มี เราไม่ได้คิดถึงระบบ (System) ที่อาจจะอยู่ได้ เป็น 100 ปี เวลาเราเตรียมโปรเจ็กต์สินค้า เราจึงอยู่ได้แค่ 1-3 ปี
ซึ่งรัฐบาลเตรียม National AI Committee มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลจับมือกับเอกชน จะมาลงทุนเกือบ 5 แสนล้านที่ประเทศไทย ซึ่ง ‘Cloud AI’ มีจุดแข็ง คือการที่รับข้อมูลจากที่ไหนก็ได้ทั่วโลก ตลอด 24 ชม. บางงานเราสามารถใช้เอไอที่หน้าร้าน หน้าไลน์การผลิตได้ ด้วยการส่งข้อมูลให้ CloudAI วิเคราะห์กลับมาเช่น ในกรณีสินค้าพัง ไม่ถูกต้อง

อย่างเช่น เคสที่เราทำในไทย คือ ‘เปลี่ยนไฟจราจร’ เราสามารถส่งภาพจากกล้องกลับไปที่ Cloud ซึ่งเรามีพาร์ตเนอร์ที่เขาทำเรื่องระบบเอไอ ที่ติดหน้าไฟจราจรเลย เรียกว่า Edge AI (เอไออยู่ที่หน้าพื้นที่) รวมถึงเอไอสามารถตัดสินใจให้ไฟเขียว – ไฟแดง ในถนนเส้นที่มีรถ/ไม่มีรถ ซึ่งประเทศไทยใช้ในหน้างานมาเกือบ 2 ปีแล้ว” Mr.Matrix กล่าว และว่าแล้วเราจะใช้เอไอหน้าโต๊ะทำงาน เพื่อเพิ่ม Productivity ให้เราได้อย่างไร ?โดยเอไอ สามารถช่วยพนักงานที่ทำงานไม่ทัน ให้ส่งงานได้มากขึ้น จากปกติ รับได้ 1-2 งาน เมื่อใช้เอไอมาเป็นพนักงาน ของพนักงานบริษัท จะทำให้พนักงานบริษัทมี Productivity ที่ดีขึ้นได้ถึง 30 เท่า
ที่ใช้มากและเห็นชัดที่สุดในไทย คือใน ‘โรงงาน’ ซึ่งต้องมีการอัพสกิลพนักงาน อาจจะใช้เวลา แต่เมื่อใช้เอไอมาช่วยพนักงาน ให้สามารถใช้เอไอได้ จนเกินขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้น อย่างเช่น realtime tracking
เพราะบาง policy เราอยากขายสินค้าที่ยุโรป ซึ่งต้องสามารถ Traceability (ตรวจสอบ) ย้อนกลับได้ ผลิตเครื่องจักรไหน ไลน์การผลิตไหน จนถึงทำ QC บรรจุลงกล่องแล้วเสร็จ ซึ่งถ้าไม่ทำจะไม่สามารถไปขายที่ยุโรปได้
โดยโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยมี 2 ตลาดที่ใหญ่มาก คือ 1.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Industry) และ 2. อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ (Automotive Industry) ดังนั้น เราต้องใช้จุดแข็งนี้ของประเทศไทย มา Adapt เข้ากับ AI ซึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรม มีพนักงานมากกว่า 6.4 ล้านคน
“ถ้าเราช่วยเขาได้ ในการใช้เอไอที่หน้างาน เขาสามารถสร้างผลผลิตที่มากขึ้น จนถึงจุดที่สามารถแข่งขันกับโลกได้”
จากนั้น Mr.Matrix ยกตัวอย่างกรณีสนามบิน บางวันมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะมาก ตนเป็นหนึ่งในนั้น ต้องรอคิว 1-2 ชม. ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวอาจไม่สบายใจ เมื่อมีการใช้เอไอ เข้ามาช่วยในการสแกนใบหน้า แล้วผ่านด่านได้ทันที (Immigration Check out Auto gate) ทำกระบวนการให้ง่ายที่สุด จะช่วยในความคล่องตัวโดยที่ไม่ต้องลงทุนอย่างอื่นเพิ่ม
รวมถึงฝั่งธนาคาร ที่เห็นตอนนี้ (Signage AI with BI counting, demographic) ที่ใช้ AI ในการวัดจำนวนคนเข้ามาใช้บริการ ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เพื่อยิงโฆษณาได้ตรงกลุ่ม
หรือแม้แต่การใช้ AI ช่วยเพิ่มความสามารถกับพนักงานที่ดูไม่มีประโยชน์กับบริษัท ให้เตรียมคอนเทนต์ ให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุด
“แอดวานซ์เทค เราอยู่ประเทศมาไทยมากว่า 20 ปี เราช่วยพาร์ตเนอร์เรา คอนซัลต์ และสามารถช่วยทำให้งานเกิดขึ้นได้ และมีพาร์ตเนอร์ที่ทำ Service ให้ เราเป็น Ecosystem ที่ทำให้งานเอไอเกิดขึ้นในไทยได้ ซึ่งเราเรียกสินค้านี้ว่าเป็น Super AI Computer คือให้เป็นพนักงานของเรา” Mr.Matrix เผย
Mr.Matrix กล่าวว่า เราต้องการมีคนที่ใช้ AI เป็น มาแก้ปัญหา ที่ผ่านมาเราจึงจับมือกับมหาวิทยาลัย 3 แห่งในปีนี้ (University Co-Creation : Continuous AIOS ) ซึ่งเด็กเห็นปัญหาที่หน้าบ้าน และในจังหวัดของเขา เขาอยากแก้ปัญหาเรื่องไฟฟ้า น้ำ ที่ใช้คอนเซ็ปต์เอไอเข้ามาช่วยให้เรารับข้อมูลได้ตลอดเวลา
“มีหลายโปรเจ็กต์ที่ไอเดียค่อนข้างดี จนถึงขั้นเรียนจบ เขาจะทำ Entrepreneur start-up ช่วยแก้ปัญหาในประเทศไทยได้
“ผมมั่นใจมาก ถ้าเรามองตลาด อุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว โรงพยาบาล สมาร์ทซิตี้ ประเทศไทยมีอินฟราสตรักเจอร์ มีสนามบิน มีเทรน มีโทลล์เวย์เยอะมาก เรามีสเกลที่ใหญ่ที่สุดใน Southest Asia แล้ว เป็นจุดแข็งของประเทศไทย ที่เราจะใช้ AI เพิ่มผลิตผล Automation, Optimization ที่ง่ายที่สุด เราสามารถเป็นผู้นำที่ Journey นี้ ผมมั่นใจมาก”


