หน้าแรก เศรษฐกิจ กัลฟ์กาง 3 สม...

กัลฟ์กาง 3 สมการสมดุลพลังงาน เพียงพอ-มั่นคงดึงดูดธุรกิจดิจิทัล

29.01.26 | 12:15 น.

กัลฟ์กาง 3 สมการสมดุลพลังงาน เพียงพอ-มั่นคงดึงดูดธุรกิจดิจิทัล

หมายเหตุ – นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จํากัด (มหาชน) หรือ GULF บรรยายพิเศษหัวข้อ พลังงานสะอาด เพื่อความยั่งยืน งานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย เนื่องในโอกาสที่หนังสือพิมพ์มติชนดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 49 ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

3 สมการบาลานซ์พลังงานไทย

สมการพลังงานต้องหาบาลานซ์ระหว่าง ข้อ 1.ทำอย่างไรให้ประชาชนได้ใช้พลังงานราคาถูก ข้อ 2.มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยขณะนี้ประเทศไทยมีความเสถียรภาพด้านพลังงานเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เมียนมา ลาว หรือกัมพูชา เนื่องจากภาครัฐมีการวางแผนที่ค่อนข้างดี และข้อ 3.การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนด์ที่สำคัญในปัจจุบัน อย่างไรก็ดีเทรนด์ต่างประเทศในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ คือการมุ่งไปที่พลังงานสีเขียวซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ทว่าพลังงานสีเขียวมีจุดอ่อนที่ว่าต้องพึ่งพิงธรรมชาติจึงทำให้มีข้อจำกัด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ที่ในเวลากลางคืนจะไม่สามารถผลิตได้ ด้านพลังงานลมที่กระแสลมไม่มีความแน่นอน และด้านพลังงานน้ำ ที่ไทยหยุดการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่มาหลายสิบปีแล้ว รวมทั้งไม่ได้รับการตอบรับจากสังคมมากนัก

นอกจากนี้ พบว่าพฤติกรรมการใช้ไฟเปลี่ยนไป อย่างในอดีตการใช้พลังงานไฟฟ้าของไทยสูงสุดคือช่วงบ่าย ซึ่งเป็นช่วงที่ร้อนที่สุด มีการใช้เครื่องปรับอากาศ ทั้งบ้าน หรือห้างสรรพสินค้า ทำให้มีการใช้ไฟสูงสุด แต่การใช้ไฟในปัจจุบันกลับสูงสุดในช่วงหัวค่ำระหว่างเวลา 18.00-22.00 น. สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ไฟที่เปลี่ยนแปลงไป

Advertisement

การผลิตไฟฟ้าภายในประเทศถ้าหากเปรียบเทียบกับจุดตั้งต้น คือการผลิตไฟฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิง อาทิ ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน ซึ่งใช้ประมาณ 70% และอีกประมาณ 20% เป็นการผลิตแบบไม่ใช้เชื้อเพลิง หรือที่เรียกว่าพลังงานสะอาด ซึ่งเราพยายามที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น เพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ซึ่งมีผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกของเงินคงคลังและแบงก์ชาติ อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของพลังงานสีเขียวคือมีข้อจำกัดพลังงานสะอาดคือความไม่แน่นอน จึงทำให้พลังงานจากเชื้อเพลิงยังคงมีความสำคัญ ทั้งนี้ การวางแผนของภาครัฐที่ใช้หลักการว่า หากต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดถูกกว่าหรือเท่ากับการนำเข้าเชื้อเพลิง ก็ใช้พลังงานสะอาดก่อน แล้วจะทำให้เดิมทีที่โรงไฟฟ้าเป็นแกนหลักจะเปลี่ยนเป็นพลังงานสำรอง และมีการใช้แบตเตอรี่มากขึ้น การวางแผนแบบนี้จะทำให้ไทยสามารถเปลี่ยนผ่านพลังงานได้สมดุล

แนะเดินอัตราเดียวกับปท.คู่แข่ง

สำหรับการตั้งแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 51% ภายในปี 2037 และ 74% ในปี 2050 ปัจจุบันคาดว่าไปได้ถึง ทั้งนี้ โครงสร้างค่าไฟฟ้าของไทยกว่าครึ่งหนึ่งมาจากต้นทุนเชื้อเพลิง แม้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในอ่าวไทยจะเป็นพลังงานในประเทศ แต่ราคายังอ้างอิงตลาดโลกบางส่วน ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นราคาตลาดโลก 100% ทำให้เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวสูง ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเพิ่มขึ้น การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยลดการนำเข้าพลังงาน สร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้าในระยะยาว แต่หากเร่งลงทุนเร็วเกินไป โดยเฉพาะในเทคโนโลยีที่ยังมีต้นทุนสูง เช่น ระบบแบตเตอรี่ที่ต้องนำเข้า อาจสะท้อนกลับมาเป็นค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตและการส่งออก

หากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งยังใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไทยมีต้นทุนพลังงานสูงกว่า เนื่องจากพึ่งพาก๊าซธรรมชาติซึ่งมีราคาสูงกว่า แต่มีข้อดีคือสะอาดกว่า โดยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงราว 0.4-0.5 เท่า เมื่อเทียบกับถ่านหิน

ทั้งนี้ ถ้าเราใช้เชื้อเพลิงที่แพงกว่าและผันตัวไปสู่พลังงานสีเขียวเร็วเกินไป ประเทศอาจเสียความสามารถในการแข่งขันเล็กน้อย โดยไทยควรเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดในอัตราที่สอดคล้องกับคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและต้นทุนพลังงานที่ภาคธุรกิจยังสามารถแข่งขันได้

พลังงานมั่นคงดึงดูดธุรกิจดิจิทัล

ประเทศไทยไม่มีการเกิดอุตสาหกรรมใหม่ๆ แต่ถ้ามองไปที่ต่างประเทศ จะเห็นการลงทุนด้านธุรกิจดิจิทัล ธุรกิจเอไอโดยล่าสุดที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI อนุมัติการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยมูลค่าแสนๆ ล้าน ซึ่งสาเหตุที่ดาต้าเซ็นเตอร์มุ่งสู่ประเทศไทย ส่วนหนึ่งเกิดจากที่ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการพลังงานและไทยก็มีพลังงานเพียงพอ มีประโยคสำคัญที่ว่า สร้างโรงไฟฟ้าใช้เวลา 4-5 ปี สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใช้เวลา 14 เดือน เพราะฉะนั้นถ้าประเทศไหนไม่มีพลังงานเพียงพอ ไม่มีความมั่นคงทางพลังงาน ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่ไปประเทศนั้น ดังนั้นการที่ไทยมีความมั่นคงด้านพลังงานและเพียงพอ จะทำให้ไทยดึงดูดการลงทุนธุรกิจดิจิทัลเข้ามาในประเทศ

ด้านนโบายเกี่ยวกับด้านพลังงานสะอาด ที่คาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ ภาคเอกชนต้องการความต่อเนื่องทางด้านนโยบาย สิ่งไหนดีแล้วปล่อยไป ส่วนพลังงานสะอาดมีความไม่แน่นอนจึงพึ่งพิงไม่ได้ ซึ่งไม่ควรนำมานับเป็นพลังงานสำรองของประเทศ ในต่างประเทศจะไม่ได้นำกำลังการผลิตรวมกันทั้งหมด แต่จะนับเฉพาะพลังงานที่พึ่งพิงได้ ไม่มีนักลงทุนหรือเจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ไหนยอมรับให้ไฟดับเพราะไฟดับจะเกิดการเสียหายอย่างมหาศาล ส่วนแนวทางการยกระดับ คือ เรื่องระบบสายส่ง ปัจจุบันเรามีกำลังการผลิตที่เพียงพอ แต่ว่าถูกผูกขาดโดยรัฐวิสาหกิจ ซึ่งที่ผ่านมาทำได้ค่อนข้างดี แต่ในปัจจุบันที่มีความผันผวนรุนแรงมากขึ้น

เช่น ปี 2568 มีบริษัทระดับโลกยื่นขอสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในโซนอีอีซี หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2-3 พันเมกกะวัตต์ อาทิ Google, Microsoft, Amazon เป็นต้น เนื่องจากไฟฟ้าที่สิงคโปร์ราคาแพงกว่าไทย 1 เท่า และข้อจำกัดด้านพื้นที่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในแผนงบประมาณเดิมที่ได้วางไว้ ถึงแม้ไทยจะมีกำลังการผลิตที่เพียงพอแต่สายส่งไม่เพียงพอ รวมทั้งการลงทุนติดระเบียบของภาครัฐ

เพราะฉะนั้นการที่ให้ระบบสายส่งมีความยืดหยุ่นมากขึ้น หรืออนุญาตให้เอกชนเข้ามาเสริมในช่วงเวลาที่ภาครัฐปรับตัวกับความผันผวนในตลาดทุนโลกไม่ทัน จะทำให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวเข้ากับโลกที่ผันผวนรวมทั้งดึงดูดนักลงทุน ดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาในประเทศ และจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาธุรกิจดิจิทัลของไทยต่อไป