หน้าแรก เศรษฐกิจ ทอท. ชู ‘เชื่...

ทอท. ชู ‘เชื่อมไทย เชื่อมโลก’ ปั้นสนามบินฮับภูมิภาค

29.01.26 | 12:30 น.

ทอท. ชู ‘เชื่อมไทย เชื่อมโลก’ ปั้นสนามบินฮับภูมิภาค

หมายเหตุ – น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษหัวข้อ ฮับการบิน เชื่อมไทย-เชื่อมโลก งานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย เนื่องในโอกาสที่หนังสือพิมพ์มติชนดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 49 ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ให้บริการท่าอากาศยานหลักของประเทศ จำนวน 6 แห่ง เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม ภายใต้การดูแลของกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีการประชุมและประสานงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อถ่ายทอดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานจากภาครัฐไปสู่ผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

สำหรับท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของ ทอท.จะครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ โดยเริ่มจากภาคเหนือ ได้แก่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานเชียงใหม่ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งประชาชนคุ้นเคยและใช้บริการเป็นจำนวนมาก และในภาคใต้ ได้แก่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ และท่าอากาศยานภูเก็ต

ดันไทยสู่ฮับการบินโลก

Advertisement

หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือ แนวคิด เชื่อมไทย เชื่อมโลก โดยท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. มีการเชื่อมต่อกับสนามบินทั่วโลกจำนวนมาก โดยข้อมูลในปีที่ผ่านมาพบว่ามีสายการบินที่ให้บริการแบบตารางบินปกติ (Scheduled Airline) ถึง 141 สายการบิน และมีการเชื่อมต่อกับเมืองต่างๆ (City Link) ถึง 171 เมือง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานโลก

ทอท.ยังมีการกำหนดตำแหน่ง (Positioning) ของท่าอากาศยานในระดับสากล โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Primary Airport, Secondary Airport และกลุ่มถัดลงมา ซึ่งท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท.ครอบคลุมครบทั้ง 3 ระดับ โดยสนามบินหลักที่มีผู้โดยสารมากกว่า 40 ล้านคนต่อปี จัดอยู่ในกลุ่ม Primary Airport ขณะที่ท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารประมาณ 20-40 ล้านคนต่อปี อยู่ในกลุ่ม Secondary Airport ส่วนอีก 4 แห่ง อยู่ในระดับถัดลงมา

การดู Position ของสนามบิน เราต้องดูว่าเราอยู่ตรงไหนของโลก และเปรียบเทียบกับใคร เพราะฉะนั้น ทอท.มีการทบทวนและประเมินตัวเองตลอดเวลาว่าเราอยู่จุดใด และควรต้องทำอะไรต่อไปในอนาคต

ข้อมูลล่าสุดของปี 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงกันยายน 2568 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะรัฐวิสาหกิจ ให้บริการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง มีเที่ยวบินรวมทั้งสิ้นประมาณ 780,000 เที่ยวบิน แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศราว 440,000 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศประมาณ 300,000 เที่ยวบิน

ขณะที่จำนวนผู้โดยสารรวมทั้งขาเข้าขาออก และทรานซิต อยู่ที่ 125.9 ล้านคน โดยสัดส่วนผู้โดยสารระหว่างประเทศมีมากกว่าภายในประเทศ เนื่องจากท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของ ทอท.ส่วนใหญ่เป็นท่าอากาศยานนานาชาติ ส่วนปริมาณการขนส่งสินค้า (คาร์โก้) อยู่ที่ประมาณ 1.62 ล้านตัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับตลาดโลก และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามรูปแบบการค้าและการส่งออกที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับความคับคั่งของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง พบว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังคงมีความหนาแน่นสูงสุด โดยในปีที่ผ่านมาให้บริการเที่ยวบินกว่า 360,000 เที่ยวบิน และมีผู้โดยสาร 62.6 ล้านคน รองลงมาคือ ท่าอากาศยานดอนเมือง มีเที่ยวบินราว 200,000 เที่ยวบิน และผู้โดยสารประมาณ 34 ล้านคน ทั้งนี้ โครงสร้างผู้โดยสารของทั้งสองสนามบินมีความแตกต่างกัน โดยสุวรรณภูมิเน้นผู้โดยสารระหว่างประเทศ ขณะที่ดอนเมืองมีผู้โดยสารภายในประเทศเป็นสัดส่วนหลัก

ส่วนท่าอากาศยานภูเก็ต มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้โดยสารอย่างชัดเจนหลังสถานการณ์โควิด-19 จากการที่ ทอท.ใช้กลยุทธ์ทำตลาดเชิงรุกกับสายการบินต่างประเทศ ส่งผลให้มีเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศเข้าสู่ภูเก็ตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนผู้โดยสารชาวต่างชาติ
สูงขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบไว้ก่อนโควิดเริ่มมีความแออัด ซึ่งจำเป็นต้องปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ การมีสายการบินจำนวนมากสะท้อนศักยภาพของเรา แต่โจทย์สำคัญต่อจากนี้คือ จะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในแง่ productivity และ efficiency รวมถึงการจูงใจให้สายการบินเพิ่มขนาดอากาศยาน เพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสารต่อเที่ยวบิน ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ตั้งเป้าปลอดภัย-มาตรฐานสากล

ทอท.ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก บางท่านอาจจะได้ยินคำว่าเป็นฮับของภูมิภาค ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นความหมายเดียวกัน เพราะศูนย์กลางการบินระดับโลกในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในเอเชียแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ หรือจีน ทุกแห่งอยู่ในเอเชีย เพราะฉะนั้นการที่ไทยเป็นฮับของภูมิภาคก็เท่ากับเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลกโดยปริยาย สิ่งเหล่านี้เป็นเป้าหมายเดียวกัน แตกต่างกันแค่การเลือกใช้คำ หรือเวิร์ดดิ้ง เพื่อสะท้อนทิศทางของเนื้อหาในแต่ละมิติเท่านั้น ท่าอากาศยานจะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานสากล เพราะถ้าไม่ได้มาตรฐาน สายการบินก็จะไม่ยอมบินเข้ามา ดังนั้น ท่าอากาศยานของ ทอท.ทั้ง 6 แห่งจะต้องปลอดภัย ได้มาตรฐาน ให้บริการที่เป็นเลิศทันสมัย และยั่งยืน นี่คือสิ่งที่เราเน้นย้ำในปัจจุบัน

ทอท.ตั้งเป้าหมายจะเป็นศูนย์กลางการบินของโลก สนามบินของ ทอท.ทั้ง 6 แห่งต้องปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล พร้อมบริการที่เป็นเลิศ ทันสมัย และยั่งยืน นี่คือสิ่งที่ ทอท.เน้นย้ำในปัจจุบัน

จากเป้าหมายดังกล่าว ทอท.ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานหลักออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญ (1.สนามบินของ AOT เป็นสนามบินชั้นนําระดับโลก ที่มีการให้บริการดีเยี่ยม 2.เป็น Smart and Sustainable Airport 3.ยั่งยืนด้านรายได้ เป็นที่น่าเชื่อถือในตลาดหุ้นและ 4.มีการบริหารจัดการที่ดี ด้านการดําเนินงาน ภายใต้ธรรมาภิบาล และด้านคุณธรรม) โดยชาว ทอท.ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนอย่างเข้มแข็ง โดยประเด็นสำคัญคือ การยกระดับการให้บริการผู้โดยสารให้มีความปลอดภัยสูงสุด ควบคู่กับความสะดวกสบายและความสบายใจในการเดินทาง

โลกปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่าอากาศยานจึงต้องมีความ
สมาร์ท เพราะผู้โดยสารในปัจจุบันมีความสมาร์ทเช่นกัน ขณะเดียวกันผู้โดยสารของ ทอท.มีความหลากหลาย ไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวที่เดินทางออกนอกประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักลงทุน คนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ ตลอดจนผู้ที่เดินทางเข้ามาทำงานและพำนักในประเทศไทย

ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารของ ทอท.มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวอาจยังไม่ขยายตัวในอัตราเดียวกัน โดยการรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจำเป็นต้องอาศัยการนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่กับการพัฒนาให้เป็นสนามบินที่ยั่งยืน เพราะเราสามารถลดต้นทุนด้านอื่นได้ แต่ไม่สามารถลดมาตรฐานความปลอดภัยได้ นอกจากนี้ ทอท.ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภายใต้ธรรมาภิบาลและคุณธรรม ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การใช้เทคโนโลยี และการพัฒนาคน เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสาร เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และขับเคลื่อน ทอท.ไปสู่เป้าหมายการเชื่อมประเทศไทยกับโลกอย่างแท้จริง

ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน

การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นการลงทุนอย่างสมเหตุสมผล โดยคำนึงถึงอัตราการเติบโตของผู้โดยสารในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้สอดรับกับความต้องการในอนาคต ซึ่งการพัฒนาหลักเริ่มต้นจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมไปถึงท่าอากาศยานในเครือ ทั้งในส่วนการปรับปรุงระบบการเข้าถึงสนามบิน การออกแบบอาคารใหม่ให้กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมเดิม และเพิ่มศักยภาพฝั่งแอร์ไซด์ โดยยังคงเอกลักษณ์เดิมของอาคารผู้โดยสารไว้

ปัจจุบันการเดินทางทางอากาศไม่ได้เป็นเพียงการเข้า-ออกประเทศเท่านั้น แต่ประสบการณ์ของผู้โดยสารมีความสำคัญมากขึ้น โดยตัวชี้วัดสำคัญคือประสบการณ์ผู้โดยสาร (Passenger Experience) ซึ่งสะท้อนผ่านการจัดอันดับสนามบินของ Skytrax โดยปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิของไทยอยู่ในอันดับที่ 39 ของโลก ผู้โดยสารต้องรู้สึกถึงความราบรื่น ไม่ตึงเครียด ตั้งแต่การเดินทางเข้าสนามบิน บรรยากาศภายในอาคาร ความไม่แออัด และความสะดวกสบายโดยรวม ซึ่งแนวโน้มการออกแบบสนามบินทั่วโลกมุ่งไปสู่บรรยากาศที่อบอุ่น เป็นมิตร และใช้งานง่าย

นอกจากนี้ การดำเนินงานขององค์กรต้องเชื่อมโยงกับบริบทโลก ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โรคระบาด และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งแม้บางสถานการณ์จะส่งผลกระทบ แต่ ทอท.ก็สามารถบริหารจัดการเพื่อเปลี่ยนเป็นโอกาสได้ โดยมีการติดตาม วิเคราะห์ และปรับแผนอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดแล้ว ทอท.เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของการให้บริการ คือ “คน” และ “จิตใจของการบริการ” นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี โดยมุ่งยกระดับสนามบินไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับโลก ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสากล การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันสนามบินไทยให้เป็นประตูเชื่อมประเทศไทยกับโลกอย่างแท้จริง