ผู้ว่าฯแบงก์ชาติห่วงจีดีพี ย้ำปี 70 ต้องขยับเป็น 2.7% เตรียมควบคุมซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์ม ปรับปรุงเบิกถอนเงินสดป้องทำผิดกม.
เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย จัดโดยเครือมติชน ว่า ปี 2569 ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ หากตัดช่วงโควิด-19 ออก จีดีพีไทยคาดการณ์จะโต 1.5-1.7% น่าจะโตต่ำที่สุดรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เผชิญปัญหารุมเร้ารอบด้านมากมาย และปัญหาภายใน ต้องช่วยกันแก้
นายวิทัย กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยมีหลายเรื่อง อาทิ หนี้ครัวเรือน 87% สูงสุดเทียบกับประเทศอื่นที่อยู่ 40-60% สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่อง 13 ไตรมาส และไตรมาส 4-2568 จะต่อเนื่องเป็น 14 ไตรมาส เศรษฐกิจไม่ขยายตัว เพราะสินเชื่อหดตัว เงินใหม่ไม่มี ผลิตภาพต่ำ ขีดความสามารถการแข่งขันไม่มี ไม่มีการลงทุนใหม่ ทุนเทา เงินเทา การคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำทั้งการเงิน รายได้ โอกาสและการศึกษา ที่ไม่ตอบโจทย์ตลาด นวัตกรรมที่สูญหายไปของไทย มีเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่มาก หาไม่เจอว่าใหญ่ขนาดไหน แต่มีขนาดใหญ่และหลากหลายมาก มีตั้งแต่ระบุว่ามีขนาด 30-100% ของจีดีพีไทย ขณะเดียวกันไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้กำลังการผลิต แรงงาน และการบริโภคมีจำกัด รวมถึงเสถียรภาพทางการเมือง ที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ระบบกฎหมายล้าหลัง มีความน่าสงสัยถึงการบังคับใช้กฎหมายมากมาย กีโยตินกฎหมายทั้งหลายพูดกันมานานแต่ไม่เห็นทำอะไร ทั้งหมดคือปัญหาเชิงโครงสร้าง
นายวิทัย ยังกล่าวว่า เหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้หมดในวันเดียวได้ จีดีพีไทยปี 2569 น่าจะโต 1.5-1.6% เทียบกับปี 2568 ที่น่าจะโต 2.1-2.2% หากส่งออกดีกว่าที่คาดไว้ ปีนี้อาจโตได้ 1.6-1.7% ซึ่งการส่งออกของไทยปี 2568 โต 12.7% แต่ปีนี้โตต่ำกว่า 1% หรือติดลบได้ เพราะที่ผ่านมามีการเร่งส่งออกไปก่อนหน้า
” ปี 2570 ยังคาดหวังว่าจะดีขึ้น กลับเข้าสู่สภาวะปกติ เห็นการโตของจีดีพีประมาณ 2.2-2.3% แต่เติบโตต่ำลง รวมถึงการเติบโตเต็มศักยภาพ นำทรัพยากรทั้งหมดใส่เข้าไปด้วยเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีอยู่ คนและเงิน เพื่อให้ประเทศโตเต็มศักยภาพ แต่เดิมเคยโต 3.5% และ 5% ในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ต้องทำให้โตที่ 2.7% หากต่ำกว่านี้ต้องประคองผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ยังจำเป็น” นายวิทัยกล่าว
นายวิทัย ยังกล่าวหลังปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับมาตรการควบคุมการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้เงินบาท ว่า จะจำกัดวงเงินซื้อ-ขายไม่เกิน 50-100 ล้านบาทต่อรายต่อวัน ธปท.จะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรก ขอความร่วมมือให้ร้านค้าทองคำและแพลตฟอร์มซื้อขายทองออนไลน์ทั้งที่ซื้อขายเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐ ส่งข้อมูลการซื้อขายมาให้ ธปท. เพื่อจัดทำฐานข้อมูลกลาง ที่ผ่านมา ยังไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลโดยตรง ทั้งที่มูลค่าการซื้อขายขนาดใหญ่และส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ จะกำหนดให้การซื้อขายทองคำออนไลน์ที่มีมูลค่าเกิน 20 ล้านบาทต่อรายการ ต้องรายงานข้อมูลเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงกรณีที่มีการซื้อทองผ่านแอพพลิเคชันแล้วนำทองคำออกจากระบบ (ถอนทอง) ด้วย มาตรการรายงานข้อมูลจะประกาศใช้ภายในสัปดาห์นี้ และให้รายงานย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569
นายวิทัย กล่าวว่า ระยะที่สอง จะกำกับจำกัดปริมาณการซื้อขายทองคำออนไลน์เฉพาะแพลตฟอร์มที่ซื้อขายเป็นเงินบาท ไม่รวมการซื้อขายที่เป็นสกุลดอลลาร์ และไม่รวมการซื้อขายทองคำผ่านร้านทองทั่วไป กำหนดเพดานการซื้อหรือขายต่อวันต่อบุคคลไม่เกิน 50 ล้านบาท ถือเป็นระดับที่สูงและไม่กระทบผู้ลงทุนรายย่อย ย้ำว่าไม่กระทบต่อทองคำที่ประชาชนถือครองอยู่ในปัจจุบัน และไม่จำกัดสิทธิในการขายทองคำเดิมที่มีอยู่ จะใช้กับการซื้อทองคำใหม่ในอนาคตเท่านั้น เป้าหมายหลักคือลดความผันผวนของค่าเงินบาท ทั้งนี้ ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มทองคำราว 15 ราย จะได้รับระยะเวลาประมาณ 1 เดือนในการปรับระบบ เพื่อแยกธุรกรรมทองคำเก่าและทองคำใหม่ก่อนมาตรการมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2569 นี้
นายวิทัย กล่าวถึงมาตรการป้องกันและปราบปราม ทุนเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ ว่า ธปท.ได้ขอให้ธนาคารพาณิชย์รายงานการเบิกถอนเงินสดผิดปกติ เริ่มมาแล้วราว 10–14 วัน เริ่มได้รับข้อมู เช่น เคสถอนเงิน 100 ล้าน และ 200 ล้านบาท หากพบธุรกรรมที่เข้าข่ายผิดปกติ ธปท.จะติดตามเส้นทางการเงินอย่างละเอียด หากพบความผิดชัดเจน จะส่งต่อให้หน่วยงาน เช่น ปปง. หรือหากเกี่ยวโยงกับการเลือกตั้ง ก็จะส่งต่อกกต. ทันที
นายวิทัย กล่าวว่า ภายใน 2–3 เดือน ธปท.มีแผนปรับปรุงกฎเกณฑ์การเบิกถอนเงินสด กำหนดให้การเบิกเงินสดเกินระดับหนึ่ง เช่น 3–5 ล้านบาทขึ้นไป ธนาคารพาณิชย์ต้องเข้าไปสอบถามวัตถุประสงค์การใช้งาน หากเบิกไปใช้ในกิจกรรมทางธุรกิจที่มีความจำเป็น ก็ได้ตามปกติ แต่จะไม่เปิดช่องให้มีการเบิกเงินสดจำนวนมากโดยไม่สามารถชี้แจงที่มาและวัตถุประสงค์ได้อย่างชัดเจน มาตรการดังกล่าวเป็นแนวทางที่หลายประเทศในยุโรปใช้ป้องกันการนำเงินสดไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปรับโครงสร้างระบบการเงินให้โปร่งใสและลดบทบาทของเศรษฐกิจนอกระบบในประเทศไทย

