หน้าแรก เศรษฐกิจ ดับบลิวเอชเอก...

ดับบลิวเอชเอกำไร Q1 ลด แต่ยังมั่นใจรายได้ทั้งปีตามเป้าที่ 1.3 หมื่นล้านบาท

12.05.17 | 19:10 น.

น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการ 4 ธุรกิจได้แก่ โลจิสติกส์ อสังหาริมทรัพย์ นิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภคและพลังงาน และการให้บริการด้านดิจิตอล เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2560 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม 2560 ว่า บริษัทฯ มีรายได้รวม และส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า 1,365.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิ อยู่ที่ 81 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนประมาณ 39.1 ล้านบาท สาเหตุการปรับตัวลดลงของกำไรในไตรมาส 1/2560 เนื่องจากในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ มีการโอนที่ดินเพียง 15 ไร่ อีกทั้งโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ในธุรกิจไฟฟ้า ของบริษัทมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนอย่างไรก็ตาม รายได้จากธุรกิจสาธารณูปโภคและอื่นๆ ยังมีการเติบโตที่ดี

“แนวโน้มของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมดีขึ้น โดยยอดขายที่ดินในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2560 อยู่ที่ 514 ไร่ โดยได้ขายที่ดินล็อตใหญ่ให้แก่กลุ่มคอนทิเนทัล (Continental) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยางรถยนต์รายใหญ่ของประเทศเยอรมัน จำนวน 473 ไร่ ซึ่งมีผลทำให้ยอดที่ดินรอการโอน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2560 สูงถึง 867 ไร่ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมน่าจะเติบโตกว่า 70% ส่วนธุรกิจไฟฟ้าที่มีการซ่อมบำรุงนั้นเป็นไปตามแผนการซ่อมบำรุง ดังนั้นคาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าในไตรมาสที่เหลือจะสูงกว่าไตรมาสที่ 1 ของปี 2560 อย่างแน่นอน เนื่องจากจะไม่ มีแผนที่จะปิดซ่อมบำรุง รวมทั้งจะมีโรงไฟฟ้าในรูปแบบ SPP อีก 4 โรงที่เริ่มเปิดดำเนินการในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายนกว่า 128.8 เมกะวัตต์” น.ส.จรีพร กล่าว

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการทั้งปีนี้ เชื่อมั่นว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย โดยจะมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนแตะระดับที่ 13,000 ล้านบาท และผลประกอบการกำไรที่น่าพอใจ บริษัทฯ มีความตั้งใจที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำมากขึ้น โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าธุรกิจสาธารณูปโภคจะเติบโตรายได้ไม่ต่ำกว่า 10% จากปริมาณลูกค้าในนิคมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าในกลุ่มโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี ซึ่งมีการใช้น้ำในปริมาณมาก เช่นเดียวกันกับธุรกิจโรงไฟฟ้าที่น่าจะเติบโตไม่น้อยกว่า 40% จากการที่โรงไฟฟ้าที่จะซีโอดี อีก 4 แห่ง

ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจที่ก่อให้เกิดรายได้ประจำน่าจะเติบโต โดยในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มีลูกค้าสนใจเช่าผู้เช่าเพิ่มอีกประมาณ 25,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ วางแผนขายทรัพย์สินเข้ากอง WHART และ HREIT รวมพื้นที่เช่าประมาณ 140,000 ตารางเมตร ดังนั้นตั้งเป้าพื้นที่เช่าสุทธิเติบโตกว่า 25%

“ ในแต่ละปีมีความตั้งใจที่จะขายทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ น้อยกว่าที่เราจะขยายพื้นที่เช่าเพิ่ม ดังนั้นสัดส่วนรายได้ค่าเช่า และค่าบริการจะมากขึ้น” นางสาวจรีพร กล่าว

Advertisement