บีโอไอถกเจโทร-หอค้าญี่ปุ่น ส่องสำรวจ 520 บริษัทลงทุนเชื่อมั่นศก. เพิ่มลงทุนเพิ่ม23%
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายอาเบะ อิจิโระ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ และหัวหน้าผู้แทนเจโทรประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายซาโต้ ฮิโรยาสุ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น และคณะ ได้เข้าพบหารือกับบีโอไอ เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา โดยนำเสนอผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย มีผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 520 บริษัท ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 พบว่าบริษัทญี่ปุ่นมองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับ 6 ไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากการฟื้นตัวของการผลิตและบริโภค โดยเฉพาะธุรกิจใหม่ในหลายอุตสาหกรรม โดยอุตสาหกรรมที่บริษัทญี่ปุ่นมองว่าจะขยายตัวดีขึ้น เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ อาหาร ธุรกิจการค้า ธุรกิจการเงิน นอกจากนี้ 23% ของบริษัทญี่ปุ่นที่ตอบแบบสำรวจมีแผนจะลงทุนเพิ่มในไทยภายในปีนี้ ขณะที่ 35% คาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้น และ 26% ของบริษัทญี่ปุ่นมีแผนจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย
นายนฤตม์ กล่าวว่า ผลกระทบจากปัจจัยระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐฯ (Reciprocal Tariffs) พบว่า 44% ของบริษัทญี่ปุ่นในไทยระบุว่ายังไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ 26% ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับผลกระทบ โดยภาคธุรกิจส่วนใหญ่กว่า 54% ยังจะคงกลยุทธ์เดิมในการรองรับมาตรการภาษีดังกล่าว รองลงมาคือการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า การขยายตลาดในประเทศและตลาดอื่นๆ รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ สะท้อนท่าทีของนักลงทุนญี่ปุ่นที่ไม่ตื่นตระหนกมากนัก แต่ยังเฝ้าระวังท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลก สำหรับผลกระทบจากการปิดด่านพรมแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่กว่า 67% ระบุว่าไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ มีบางส่วน 25% ได้รับผลกระทบด้านโลจิสติกส์และการผลิต เนื่องจากเดิมมีการส่งสินค้าทางบกระหว่างสองประเทศ โดยแนวทางรับมือหลักคือ ปรับไปใช้การขนส่งทางเรือหรือขนส่งทางบกผ่านประเทศลาวและเวียดนามแทน
ลงทุน1.1แสนล.พุ่ง146%
นายนฤตม์ กล่าวว่า ผลสำรวจระบุบริษัทญี่ปุ่นได้มีข้อเสนอในเรื่องที่ประเทศไทยควรดำเนินการเร่งด่วนเพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุน เช่น การใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การพัฒนาประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบและคืนภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง สะท้อนความคาดหวังต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายในประเทศ ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
นายนฤตม์ กล่าวว่า ผลการสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น สอดคล้องกับภาพรวมการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นในปี 2568 ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีจำนวน 311 โครงการ เพิ่มขึ้น 17% มูลค่าเงินลงทุนกว่า 119,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 146% ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล ตอกย้ำสถานะของประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของญี่ปุ่นในอาเซียน และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อบรรยากาศการลงทุนของประเทศในระยะยาว

รถยนต์-อิเล็กทรอนิกส์-ดิจิทัลพุ่ง
นายนฤตม์ กล่าวว่า กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนจากญี่ปุ่น โดยในปี 2568 มีมูลค่าเงินลงทุน 28,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% สะท้อนการต่อยอดจากฐานรถยนต์ ICE เดิมที่เข้มแข็ง เปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฮบริด (HEV) ซึ่งมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้ผลิตญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญและเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ควบคู่กับการขยายการลงทุนในซัพพลายเชนของรถยนต์ อาทิ บริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ ลงทุนผลิตยางล้อรถยนต์แบบเรเดียล, บริษัท ไอซิน พาวเวอร์เทรน ลงทุนผลิต Hybrid Transmission และบริษัท ฮิตาชิ แอสเตโม ลงทุนผลิต PCU Inverter ซึ่งทำหน้าที่แปลงพลังงานจากแบตเตอรี่ไปยังมอเตอร์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า สะท้อนบทบาทของนักลงทุนญี่ปุ่นในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์สมัยใหม่ และเสริมความแข็งแกร่งให้ซัพพลายเชนยานยนต์ของไทยในระยะยาว
นายนฤตม์ กล่าวว่า รวมทั้งกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขยายตัวอย่างโดดเด่น โดยปี 2568 มีมูลค่าเงินลงทุน 24,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 121% สะท้อนการขยายฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ความแม่นยำสูง อาทิ บริษัท พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง อยุธยา ลงทุนผลิตวัตถุดิบสำคัญสำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB), บริษัท แมกเนคอมพ์ พรีซิชั่น เทคโนโลยี ลงทุนผลิตชิ้นส่วน Suspension สำหรับ Hard Disk Drive และ บจ.โซนี่ เทคโนโลยี ลงทุนผลิตเลนส์กล้อง Image Sensor อุปกรณ์ภาพและเสียง และกลุ่มดิจิทัล มีมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 42 ล้านบาทในปี 2567 เป็นกว่า 7,600 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนการเข้ามาของโครงการขนาดใหญ่ในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI อาทิ บจ.เทเลเฮ้าส์ ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลและระบบคลาวด์ ซึ่งจะช่วยยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคในระยะยาว
6พันบริษัทยึดไทยฐานผลิตยาว
นายนฤตม์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีโครงการขนาดใหญ่จากญี่ปุ่นที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 อีกหลายกิจการที่น่าสนใจเช่น โครงการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน โครงการผลิตเหล็กคุณภาพสูง โครงการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม โครงการผลิตพลังงานหมุนเวียน โครงการร่วมทุนพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น อีกทั้งยังมีโครงการขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนที่ญี่ปุ่นลงทุนผ่านบริษัทลูกในสิงคโปร์ด้วย
“ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และยึดไทยเป็นฐานการลงทุนหลักในระยะยาว ปัจจุบันมีกว่า 6,000 บริษัท ทำธุรกิจอยู่ในไทยในปี 2568 ตัวเลขการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึงกว่าเท่าตัว โดยการลงทุนญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างชัดเจน เช่น รถยนต์ไฮบริดและชิ้นส่วน การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ชิ้นส่วนอากาศยาน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน โดยบีโอไอจะเสริมสร้างความร่วมมือกับนักลงทุนญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพื่อต่อยอดการลงทุนคุณภาพ ยกระดับซัพพลายเชนในประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

