SME D Bank ช่วยเอสเอ็มอีลด NPL ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

2.02.26 | 18:05 น.

SME D Bank ช่วยเอสเอ็มอีลดเอ็นพีแอลต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ชู 3 สินเชื่อดึงรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุน

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวถึงสถานการณ์เอสเอ็มอีไทย ว่า ปี 2569 จะมุ่งสนับสนุนเอสเอ็มอีรายใหม่ขนาดเล็กให้เข้าถึงแหล่งทุน  ผ่าน 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำคัญ อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3%ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี  วงเงินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท ตอบโจทย์นำไปลงทุน ขยาย ปรับปรุงกิจการ หรือหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง ช่วยยกระดับธุรกิจ ได้แก่ 1.สินเชื่อ ปลุกพลัง SME วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท  2.สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME มุ่งเพิ่มศักยภาพยกระดับธุรกิจ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท และ3.สินเชื่อ SME Green Productivity สนับสนุนเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท

นายพิชิต กล่าวว่า ปี 2568 ธนาคารสามารถสร้างสถิติใหม่พาเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนรวมกว่า 79,043 ล้านบาท ถือเป็นยอดสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมากว่า23 ปี เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยกว่า 362,010 ล้านบาท รักษาการจ้างงานประมาณ 620,360 ราย สวนทางกับแนวโน้มสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีในระบบที่ติดลบต่อเนื่องมา 13 ไตรมาส ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding) ของธนาคาร ขยายตัวอยู่ที่กว่า 99,564 ล้านบาท เติบโต 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 อีกทั้งช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ผ่านพ้นจากสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยแก่เอสเอ็มอีประสบมหาอุทกภัยภาคเหนือและภาคใต้  โครงการคุณสู้ เราช่วย จำนวน 32,900 ราย บริหารจัดการสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลดลงเหลือประมาณ 7.9% ต่ำที่สุดนับแต่ก่อตั้ง

ขณะเดียวกันช่วยพัฒนาศักยภาพให้เอสเอ็มอี มากกว่า 20,000 ราย ผ่านกิจกรรมออนไซต์ต่อเนื่องตลอดทั้งปี เช่น อบรมหลักสูตรมาตรฐานบัญชีเดียว ควบคู่เสริมแกร่งผ่านออนไลน์ด้วยแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) โดยมียอดสมาชิกสะสมตั้งแต่เริ่มเปิดบริการเมื่อปี 2567 ถึงปัจจุบัน ประมาณ 46,000 ราย

ความเสี่ยงและเอสเอ็มอีกลุ่มเฝ้าระวัง

Advertisement

นายพิชิต กล่าวว่า ความเสี่ยงของเอสเอ็มอีไทยคือ การปรับเปลี่ยนหรือทรานฟอร์ม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเอสเอ็มอีไทยทุกวันนี้ต้องแข่งขันกับเอสเอ็มอีต่างชาติด้วย เพราะฉะนั้นการทรานฟอร์มไปสู่สิ่งใหม่ให้ยั่งยืน นั้นต้องมีปัจจัยทั้งด้านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วยในการทำธุรกิจ เพื่อช่วยลดต้นทุน นอกจากนั้นควรให้ความสนใจและปรับเปลี่ยนเรื่องการรักโลก ดูแลโลก หรือพลังงานสะอาดมากขึ้น ทั้ง 2 ปัจจัยนี้ ถ้าเอสเอ็มอียังไม่ปรับตัว อาจตามคนอื่นได้ช้ากว่า ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีที่ต้องเฝ้าระวัง คือ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว เนื่องจากหากเติบโตจะสามารถเติบโตได้รวดเร็ว แต่ถ้าหดตัวก็จะหดตัวรวดเร็วเช่นกัน เช่น การที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวในประเทศไทยลดลง