หน้าแรก เศรษฐกิจ คอร์รัปชั่น :...

คอร์รัปชั่น : เกมวัดใจโค้งสุดท้าย ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง ที่จะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

3.02.26 | 12:59 น.

คอร์รัปชั่น : เกมวัดใจโค้งสุดท้าย
ในช่วงสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง
ที่จะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

เราได้เห็นวิวัฒนาการของกลยุทธ์การหาเสียงของทุกพรรคคล้ายๆ กัน คือ กลยุทธ์แบบเฉพาะเจาะจง ทั้งประเด็นและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีการใช้รูปแบบที่เข้ากับจริตของกลุ่มหมายตัวเองแบบไม่มีอ้อมค้อม

หากมองวิวัฒนาการของประเด็นการหาเสียงของพรรคต่างๆ ในช่วงต้นนั้น ทุกพรรคจะโหมโรงแบบ กว้างๆ ในเรื่องเดียวกัน คือ การพัฒนาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน การฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและ SME เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ แล้วค่อยโยงไปในประเด็นลึกลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไข หรือพัฒนา

หลายพรรคพูดถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเกือบทุกพรรคเอ่ยถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ส่วนด้านสังคม และการเมืองดูเหมือนจะมีน้อย แต่หลังจากเวลาเข้าใกล้เลือกตั้งมากขึ้น ทุกพรรคดูเหมือนว่ารากของปัญหาที่เราแข่งขันชาวบ้านไม่ได้ หรืออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจแย่กว่าเพื่อนบ้านนั้น และฐานคะแนนเสียงเห็นพ้องร่วมกัน คือ “คอร์รัปชั่น”

จากนั้น ทุกพรรคจะลงลึกในประเด็นย่อยที่เฉพาะเจาะจงตามกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแต่ละประเด็นที่แต่ละพรรคเลือกมาละเลงนั้นต้องเห็นชัด สร้างความตื่นเต้น และความหวัง กับกลุ่มที่เกี่ยวข้องที่ต้องมีจำนวนลูกค้ามาก เราเลยได้ยินทั้งเรื่อง การออกใบอนุญาต กองทุนประกันสังคม รวมทั้งการฟอกเทาให้เป็นขาวในวงการต่างๆ ฯลฯ

Advertisement

ในเรื่องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันนั้น ดูดีๆ แล้ว คงต้องดู 2 ส่วนใหญ่ๆ ก็คือ ปัจจัยภายในองค์กร เช่น การพัฒนา บุคลากร การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนารูปแบบธุรกิจ ฯลฯ และอีกส่วนหนึ่งก็คือ ปัจจัย สภาพแวดล้อม อาทิ กฎหมาย นโยบายเอื้ออำนวยต่อการสนับสนุน ภาคเอกชน และธุรกิจ ระบบการผูกขาด รวมถึงความเชื่อมั่นของนโยบายของภาครัฐ เป็นต้น

ทุกพรรครู้ว่าปัจจัยภายในนั้นภาคธุรกิจเขารู้ต้องทำอะไรดีกว่ารัฐ เพียงต้องการสนับสนุนในบางด้าน แต่ที่ทุกพรรครับเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจและเอกชนนั้นก็คือ การใช้อำนาจของผู้ดูแลกฎระเบียบที่หวังผลประโยชน์ สร้างเงื่อนไขจุกจิกต่างๆ ผ่านการตีความกฎระเบียบที่ซับซ้อนและยุ่งยากในทางที่ทำให้เกิดช่องว่างของการหาผลประโยชน์

เราเลยเห็นเวทีของสื่อต่างๆ ที่จัดงานดีเบต อภิปราย ออกความเห็นในการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ว่าจะแบบวิชาการ วิเคราะห์ วิจารณ์ ดูเหมือนว่าจะหาสรุปแบบไม่ต้องลงประชามติว่าเรื่องนี้คือปัญหาใหญ่ของทุกเรื่องในการปรับโครงสร้างทุกด้านของประเทศ

หลายพรรคเลยวางธีมนี้ในการหาเสียงเป็นเรื่องเป็นราว จะยกเว้นบางพรรคอาจจะอ้อมๆ แอ้มๆ ไม่เต็มเสียง เพราะหันไปมองเพื่อนร่วมพรรคแล้วพูดแล้วกลัวกระดากปาก

การแก้ไขปัญหาที่ทุกพรรคจะเสนอทางแก้ไขนั้น เท่าที่ดูแล้วมีทั้งการแก้กฎหมายแบบยกเครื่อง หรือ Regulatory Guillotine หรือสร้างกฎหมายพิเศษแบบ Super Acts และบางพรรคก็เสนอบทลงโทษแบบสะใจกองเชียร์ คอร์รัปชั่นประหารชีวิตเท่านั้น หรือในบางประเด็นก็เน้นการปรับวิธีการดำเนินงาน เช่น เรื่องประกันสังคมให้เอกชนดำเนินงาน เพราะมั่นใจในฝีมือเอกชน หรือไม่ไว้ใจทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ฯลฯ

ผมว่าข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีความพยายามในการแก้ไขมาตลอด อุปสรรคไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย ระเบียบ เป็นเพียงส่วนจิ๊บๆ เท่านั้น แต่อยู่ที่คนคุมระเบียบ อย่างเรื่องความล่าช้าในการอนุญาตต่างๆ แม้ว่าจะ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกแล้ว คนดูแลกฎก็ยังหาช่องว่างจนทำให้ พ.ร.บ.นี้เป็นง่อยในทุกวันนี้

ผมว่ากฎระเบียบบ้านมีเยอะ อาจปรับบางส่วนที่ยังมีลักษณะที่เขียนมาเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยของคนคุมและใช้ระเบียบแทนที่เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและธุรกิจ และนอกจากนี้ สาเหตุสำคัญที่สุดอีกอย่าง ก็คือ ทัศนคติของการใช้กฎหมายแบบของผู้ใช้ระเบียบ หากใจมีอคติและแสวงหาผลประโยชน์แล้ว อย่างไงก็ห้ามไม่อยู่

พอดูประเทศอื่นๆ ที่เขาทำกันได้นั้น ก็คือ สิงคโปร์ เวียดนาม หรือจีน แม้จะไม่ถึงกับร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ประชาชนรับรู้การพัฒนาและเชื่อมั่นในอนาคตของประเทศและสังคมที่ดีขึ้น

ทั้งหมดเริ่มจากเจตนารมณ์ทางการเมืองที่แน่วแน่ และนักการเมืองที่สะอาด ซึ่งทำให้นักการเมืองสามารถเข้าขจัดความสกปรกและคอร์รัปชั่นในระบบราชการจนใสสะอาดได้ ประเภทรัฐพันลึก หรือ Deep State ที่รวมหัวกันกินประเทศของนักการเมืองกับข้าราชการจะน้อยลง เพราะที่ผ่านมานักการเมืองคนดีที่เป็นความหวังหลายคนที่มีโอกาสเข้ามามีอำนาจ กลายสภาพเป็นคนดีที่หน้ากากหลุด เข้าทำนอง อำนาจ เงินตรา และตัณหา พอครบองค์ประกอบละก็ หางโผล่มาเยอะละครับ

โค้งสุดท้ายการหาเสียง หลายพรรคที่เกาะเรื่องนี้และตัวบุคคลของพรรคดูน่าเชื่อถือนั้น ดูจะมีคะแนนนิยมมากขึ้น แต่ก็ดูเป็นความหวังริบหรี่ที่จะมาวิน เพราะการพัฒนาคอร์รัปชั่นได้ลงไปสู่ฐานรากของสังคม ผ่านการซื้อเสียงมานานแล้ว และการเลือกตั้งคราวนี้ เงินยังเป็นเรื่องคาดหวังของผู้ลงคะแนน ประเภท เงินไม่มา กาไม่เป็น แถมยังมีอีกว่างานนี้แพงขึ้นอีก

นั่นแสดงว่าคนลงคะแนนส่วนมากยังไม่เปลี่ยน แล้วจะให้การเมืองเปลี่ยนอย่างไร เลยทำให้ผมไม่ตื่นเต้นกับผลการเลือกตั้งที่จะออกมา

และอย่าถามว่า เราจะหวังใหม่ๆ อะไรจากคนที่จะมาบริหารประเทศได้มากกว่าเดิม!!