กรุงไทยหวังรบ.ใหม่เพิ่มขีดแข่งขัน
นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางดอกเบี้ยปี 2569 ว่า ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยมีโอกาสปรับลดลงอีก 1 ครั้ง จากระดับปัจจุบัน 1.25% ลงมาอยู่ที่ประมาณ 1% โดยมองว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะใช้การปรับลดดอกเบี้ย เพื่อรักษาพื้นที่ทางนโยบายการเงิน ทั้งนี้ การปรับลดดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการส่งออกและการเติบโตของจีดีพี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวที่ชัดเจนในช่วงครึ่งแรกของปี
นายพชรพจน์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดต่อไปที่จะเข้ามาบริหารควรให้ความสำคัญกับแนวคิด “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นและความชัดเจนต่อท่าทีของไทยท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามทางการค้า ปัญหามลพิษ การแข่งขันด้านการท่องเที่ยว รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมไซเบอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนเอสเอ็มอีจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน ในการแก้ปัญหาสินค้าเถื่อนที่ทะลักเข้ามาในประเทศ ภาครัฐควรจัดซื้อจัดจ้างและสนับสนุนสินค้า Made in Thailand ควบคู่กับมาตรการทางการเงิน อาทิ Soft Loan และ Credit Boost เพื่อเพิ่มมูลค่าและอัตรากำไรของสินค้า เสริมสภาพคล่อง และสนับสนุนการปรับโมเดลธุรกิจ เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ห่วงจีดีพีไทย1.8%ต่ำสุดรอบ30ปี
นายฉมาดนัย มากนวล ผู้อำนวยการฝ่าย ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2568 ถึง 2569 เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยฟื้นตัวได้ช้ารั้งท้ายในกลุ่มอาเซียน โดยคาดว่าเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 จะขยายตัว 1.8% ลดลงจาก 2.0% ในปี 2568 ต่ำสุดในรอบ 30 ปี (ไม่รวมช่วงวิกฤต) ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายว่าไทยกำลังจะสูญเสียความสามารถในแข่งขัน ทั้งนี้ ยังส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศ ที่เป็นผลมาจากหนี้ครัวเรือนที่สูงประชาชนระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามทางการค้าที่มีความรุนแรงขึ้น เพิ่มความผันผวนต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ ที่อาจนำไปสู่ Trade Shock รอบใหม่ การส่งออกของไทยยังพึ่งพาตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ตลาดใหม่ อาทิ ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และออสเตรเลีย ยังไม่ใหญ่พอที่จะทดแทนได้ ส่วนภาคท่องเที่ยวคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในปี 2569 ทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 34.5 ล้านคน ขยายตัว 4.7% จากปี 2568 ซึ่งต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด
นายฉมาดนัย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังพอมีแรงพยุงจากการลงทุนภาคเอกชน โดยได้รับอานิสงส์จากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ Thailand Fast Pass และโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) รวมไปถึงการสร้างโอกาสธุรกิจที่สอดรับกับเทรนด์โลก เช่น ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวต่ำ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และปัญหาหนี้ครัวเรือน ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่รั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเราจึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

