หน้าแรก เศรษฐกิจ ธุรกิจหวังจัด...

ธุรกิจหวังจัดตั้งรบ.ราบรื่นช่วยฟื้นเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นขอ ‘แลนด์สไลด์’ เพิ่มเชื่อมั่น

4.02.26 | 06:10 น.

นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ (มหาชน) เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ว่า ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ยังอยู่ในช่วงผู้ประกอบการต้องประคองการดำเนินงานให้อยู่ในระดับเหมาะสม แต่ละองค์กรมีแนวทางปรับตัวแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและความพร้อมแต่ละบริษัท สิ่งสำคัญที่สุดคือการมองภาพเศรษฐกิจโดยรวม ประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปีนี้น่าจะต่ำกว่า 2% อย่างแน่นอน หากหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ราบรื่น และมีนโยบายช่วยส่งเสริมและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศอย่างต่อเนื่อง ยังมีความหวังว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง มีโอกาสขยับขึ้นมาแตะระดับ 2% ถือเป็นความหวังของภาคธุรกิจ แสนสิริได้นำสมมติฐานการเติบโตของเศรษฐกิจราว หนึ่งจุดปลายๆ ถึง 2% มาใช้เป็นฐานการวางแผนธุรกิจ

นายอุทัย กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่มีที่อยู่อาศัยของตนเอง สิ่งสำคัญคือการสนับสนุนด้านการเงิน โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ไม่ควรอยู่ในระดับสูง เนื่องจากเป็นต้นทุนโดยตรงของผู้ซื้อบ้าน แม้มาตรการผ่อนคลายสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) จะดำเนินการไปแล้ว แต่ปัญหาหลักไม่ใช่เรื่องความต้องการกู้ หากแต่เป็นเรื่องกู้ได้หรือไม่ ปัจจุบันแสนสิริมีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติราว 15-20% ช่วยพยุงยอดขายในภาวะตลาดชะลอตัว ดังนั้นจึงอยากเสนอให้ภาครัฐกลับมาพิจารณานโยบายสิทธิการเช่าระยะยาว (Leasehold) สำหรับชาวต่างชาติในระยะ 60-99 ปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมการลงทุนอย่างถูกกฎหมาย

ส่วนในมุมมองด้านลดดอกเบี้ย การลดดอกเบี้ยเพียง 1% จะช่วยเพิ่มอำนาจซื้อได้หลายเปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ยังไม่กล้าปล่อยสินเชื่อจากปัญหาหนี้เสีย ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างเงินฝากกับเงินกู้กว้างถึงราว 5% สูงกว่าต่างประเทศที่เฉลี่ยเพียง 2% ทั้งที่ระบบธนาคารมีกำไรสุทธิกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี แต่เงินยังไม่กระจายสู่เศรษฐกิจจริงอย่างเพียงพอจึงอยากเสนอให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เข้ามามีบทบาทในการลดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว เพื่อช่วยกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนหุ้นไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่า คาดดัชนีจะเคลื่อนไหวใน กรอบ แนวรับ ที่ระดับ 1,295 จุดและ 1,265 จุดตามลำดับ ส่วนแนวต้านประเมินที่ 1,350 จุดและ 1,380 จุดตามลำดับ

Advertisement

ช่วงแรกของเดือนอาจมี Sentiment เชิงลบเกิดขึ้นจากความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลกเกิดขึ้นหลังจาก นาย Kevin Warsh ถูกเสนอชื่อให้ เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด คนใหม่ ส่วนหุ้นไทยคงจะได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะยังพอถูกประคับประคองได้บ้างจากธีม Election rally ก่อนหน้าการเลือกตั้งจริงวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

อย่างไรก็ตามหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น เชื่อว่าภาพของ SET Index จะถูกขับเคลื่อนด้วยผลการเลือกตั้งออกมาเป็นสำคัญ หากผลออกมาเป็นลักษณะของ Landslide victory (ชนะถล่มทลาย) ฟากใดฟากหนึ่ง จนนำมาสู่แนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลรวดเร็ว และเป็นรัฐบาลแข็งแกร่ง เชื่อว่านักลงทุนจะตอบรับเชิงบวก จะส่งผ่านความมั่นใจดังกล่าวมายังแรงซื้อในตลาดหุ้นไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนต่างชาติ ในทางกลับกันหากผลการเลือกตั้งสูสี นำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ หรือหากตั้งได้แล้วเป็นรัฐบาลไม่มีเสถียรภาพมากพอ เชื่อว่ามีโอกาสจะเกิดปรากฏการณ์ Sell on fact (ขายทำกำไร) ขึ้นในตลาดหุ้นไทยได้ไม่ยาก

นายณัฐชาต กล่าวว่า ปัจจัยต่างประเทศน่าติดตามเดือนนี้ มองไปยังความเป็นไปได้ศาลฎีกาสหรัฐฯจะออกคำตัดสิน กรณีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของรัฐบาลของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ว่าเป็นไปอย่างชอบธรรมหรือไม่ หากทราบผลเดือนนี้ มีโอกาสปัจจัยดังกล่าวจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯรวมถึงเงิน USD ได้

นอกจากนั้น ต้องติดตามการปรับน้ำหนักของดัชนี MSCI รอบนี้ว่าจะปรับลดน้ำหนักของหุ้นไทยในตะกร้าดัชนี MSCI EM อีกครั้งหรือไม่ จากการวิเคราะห์ของ ทรีนีตี้ ล่าสุดพบว่ามีโอกาสเช่นกัน หลังจากช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หุ้นไทยยังคงปรับตัว Underperform เมื่อเทียบกับดัชนีนี้อยู่ หากเกิดขึ้นจริง อาจต้องระวังแรงขายของนักลงทุนต่างชาติช่วงครึ่งเดือนหลัง ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แนะนำพอร์ตการลงทุนพอมีกำไรแล้วจากการเข้าซื้อหุ้นไทยดัชนีโซนล่างก่อนหน้านี้ หาจังหวะขายทำกำไรส่วนหนึ่งก่อนหน้าจะทราบผลการเลือกตั้ง แบ่งถือลุ้นอีกส่วนหากผลการเลือกตั้งออกมามีแนวโน้มนำมาสู่รัฐบาลมีเสถียรภาพแข็งแกร่ง น่าจะทำให้ภาพการแกว่งตัวของหุ้นกลุ่ม Domestic play มีความโดดเด่นมากขึ้น