กกร. หวังเลือกตั้งได้คนเก่ง-มีฝีมือเป็นรัฐมนตรี หวั่นเน้นโควต้าทำไทยเหนื่อย จี้เร่งแก้ปัญหาศก.
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า หลังจากใกล้ถึงเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้แล้ว ประเมินว่า เมื่อเลือกตั้งเสร็จก็ต้องกลับมารอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะรับรองได้ช่วงใด เนื่องจากตอนนี้ก็มีปัญหาในหน้าสื่อเต็มไปหมด หากกรณีตรวจสอบสิทธิและคะแนนเสียงไม่ตรงกัน จนการเลือกตั้งเป็นโมฆะขึ้นมาจะทำอย่างไร แต่หากสามารถแก้ปัญหาได้ นับจากวันนี้ต้องตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ได้เร็วที่สุด จงกรุณาสรรหารัฐมนตรีที่มีองค์ความรู้ เป็นผู้มีความสามารถเพียงพอในแต่ละด้านเพื่อดูแลแต่ละกระทรวงอย่างจริงจัง เพราะสภาวะบ้านเมืองไทยที่รายล้อมด้วยปัญหาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ วิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันการค้าต่างๆ ทำให้หากวันนี้เราไม่มีมืออาชีพหรือคนทำงานเป็นจริงๆ เข้ามา ประเทศไทยจะเหนื่อยและเดือดร้อนแน่นอน หากจะจัดตั้งรัฐมนตรีตามโควต้าอย่างไร ปัญหาจะตามมาเยอะ ทำงานกันไม่ได้ จึงเป็นสิ่งที่หวังว่าจะได้คนมีฝีมือจริงเข้ามาทำงาน เพราะตอนนี้มีงานรอให้ทำและแก้ไขไว้ทุกเรื่องแล้ว อะไรก็ตามที่แก้ได้ต้องเร่งทำ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ และรัฐมนตรีทั้งคณะต้องเร่งดูก่อนว่ากฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินและขับเคลื่อนธุรกิจต้องรีบแก้ไขด่วน เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจเกิดติดขัดไปหมด

“ยังไม่จำเป็นต้องเริ่มแก้กฎหมาย ทำพระราชบัญญัติ แต่อย่างน้อยต้องเริ่มจากการแก้กฎกระทรวงและประกาศของกรมที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เรื่องอะไรที่เดินได้ดีอยู่แล้วก็สานต่อ หากมีอะไรคาอยู่แล้วดีก็ทำต่อ ไม่ใช่มานั่งนับหนึ่งใหม่ เพราะจะไม่ทัน ในระยะสั้น แค่ทำตรงนี้ให้ได้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว” นายพจน์กล่าว
นายพจน์กล่าวว่า ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีสหรัฐ ถือเป็นความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลกปี 2569 ส่งผลให้ตลาดการเงิน โดยเฉพาะค่าเงินและราคาทองคำผันผวน โดยมาตรการภาษีของสหรัฐในปีนี้มีอีกอย่างน้อย 9 รายการสินค้าที่อยู่ในข่ายถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยไทยมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐ 4.5 หมื่นล้านเหรียฐสหรัฐ หรือคิดเป็น 63% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐปี 2568 โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ที่ขยายตัวสูงถึง 53% ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กลุ้มใจของผู้ประกอบการ เพราะอารมณ์ของประธานาธิบดีสหรัฐเปลี่ยนเร็ว แต่พอมีการประกาศเรื่องการตั้งภาษีสินค้า กลับมองว่าเริ่มเห็นภาพเป็นบันไดทางลงของมาตรการกีดกันภาษีรวม เพราะตอนนี้เรื่องถูกฟ้องศาลอยู่ หากตัดสินว่าผิด ความเสียหายจะตกอยู่กับรัฐบาลโดยตรง โดยเฉพาะรายได้ของรัฐที่หายไป รัฐจึงจำเป็นต้องตั้งภาษีพิเศษในแต่ละหมวดสินค้าขึ้นมาก่อน เพื่ออุดช่องว่างรายได้ที่เสียไปจริง จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีสินค้าถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น อาจทำให้สามารถถอยจากมาตรการกีดกัดภาษีรวมได้เร็วขึ้น

นายพจน์กล่าวว่า กกร.มีความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้า โดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดการณ์การใช้จ่ายภาครัฐจะลดลง โดยเฉพาะด้านการลงทุน ส่วนกรมบัญชีกลาง ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 ระบุว่ามีการเบิกจ่ายงบลงทุนแล้ว จำนวน 176,655 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21.57% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 26% สะท้อนถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ โดยเอกชนมุ่งหวังให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองหลังการเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง
นายพจน์กล่าวว่า กกร.ได้ขับเคลื่อนคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” ซึ่งขอแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการรณรงค์ไปยังพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ให้ความสำคัญกับการต่อต้านคอร์รัปชั่นในการตัดสินใจเลือกตั้ง และเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิอย่างมีความรับผิดชอบ เลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างเป็นรูปธรรม หลีกเลี่ยงการเลือกพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ทุจริต ซื้อสิทธิขายเสียง เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานทางการเมือง สร้างความโปร่งใส และนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการสร้างรายได้ของทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง


