เบนซ์ดิ้นสู้ตลาดรถหรู
เปลี่ยน’ซีอีโอ’ใหม่-ส่งรถไฟฟ้า’ซีแอลเอ’บุก
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แถลงข่าวผลการดำเนินงาน เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 สรุปปี 2568 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด 8,378 คัน ในจำนวนดังกล่าวมีรถแวนรวมกว่า 299 คัน ส่วนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% มียอดขายเติบโตขึ้น 110% ขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดนำโดย The new E-Class มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนกว่า 37% และรถยนต์ในกลุ่ม Top-End Luxury มียอดขายเติบโตขึ้น 15% มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในเซกเมนต์เดียวกัน ด้วยสัดส่วนกว่า 40% พร้อมประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ประเดิมการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) ตั้งแต่การสร้างรถยนต์คันแรกเมื่อปี 2429 และเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% กับโมเดลสำคัญของปีอย่าง “The all-new electric CLA” เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Motor Show 2026 ช่วงเดือนมีนาคมนี้ และยังมีรถยนต์รุ่นใหม่อีกกว่า 7 รุ่น เตรียมเปิดตัวตลอดทั้งปี 2569
ในโอกาสเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้จัดพิธีส่งมอบตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO Handover Ceremony) เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนผ่านผู้นำขององค์กร โดยประกาศแต่งตั้ง มร. คริสเตียน เชลล์ (Christian Schell) เข้ารับตำแหน่งต่อจาก มร. มาร์ทิน ชเวงค์ มีผลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ช่วงที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้ปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินธุรกิจหลายมิติ ทั้งการปรับใช้โมเดลธุรกิจ Retail of the Future รวมถึงการสร้างกลยุทธ์และกิจกรรมทางการตลาดเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภคชาวไทย ปี 2568 เป็นปีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างชัดเจน อ้างอิงจากการเติบโตของยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของแบรนด์ ในส่วนของรถยนต์ระดับ Top-End Luxury (TEV+) มีการเปิดตัวเพิ่มเติม 4 รุ่น ได้แก่ Mercedes-AMG SL 55, Mercedes-AMG GT 63, Mercedes-AMG G 63 และ G 450 d Edition STRONGER THAN THE 1980s สอดคล้องกับเทรนด์การเติบโตในระดับโลกของแบรนด์ Mercedes-AMG และโมเดลระดับตำนานอย่าง G-Class
ปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เปิดตัวและจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รวมกว่า 8 รุ่น ประกอบไปด้วย EQB 250, EQE Sedan, EQE 350 4MATIC SUV, Mercedes-AMG EQE 53, EQS Sedan, EQS 450 4MATIC SUV, Mercedes-Maybach EQS 680 SUV, G 580 with EQ Technology และกำลังจะเปิดตัวรุ่นที่ 9 อย่าง The all-new electric CLA เป็นโมเดลได้รับการตอบรับอย่างดีจากการเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการและประกาศราคาจำหน่ายในงาน Motor Show 2026 ในช่วงเดือนมีนาคม

มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำคนใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เรายินดีเป็นอย่างยิ่งจะสานต่อวิสัยทัศน์ของคุณมาร์ทิน ชเวงค์ ผู้บุกเบิกโมเดลธุรกิจ Retail of the Future ในประเทศไทย และแนะนำรถยนต์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะเดินหน้าตอกย้ำประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ ผ่านการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ และต่อยอดเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตด้วย The all-new electric CLA มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบัน การันตีด้วยรางวัล Car of the Year 2026 การเปิดตัวในประเทศไทย จะมาพร้อมแคมเปญการตลาดผสานทุกมิติของไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้าง CLA Community ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ทำให้แบรนด์สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าในกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะคนเจเนอเรชันใหม่ ที่มีความต้องการและไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน
นอกจากนี้ สำหรับกลุ่มลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เป็นนักสะสมและชื่นชอบรถยนต์คลาสสิกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เรามีแผนจะสร้างพื้นที่ศูนย์กลางให้ผู้คนมารวมตัวกัน ตอกย้ำให้เห็นถึงคุณค่าเหนือกาลเวลาและประวัติศาสตร์ของรถยนต์รุ่นต่างๆ ผ่านการเปิดตัว Mercedes-Benz Classic Car Center แห่งแรกในทวีปเอเชีย จะมาเป็นแพลตฟอร์มให้ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์คลาสสิกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มาช่วยตรวจสอบรถยนต์คลาสสิกทุกรุ่น และออกใบรับรองอย่างเป็นทางการให้กับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานรถยนต์คลาสสิกระดับโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์”

นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับปี 2569 นี้ ฝ่ายบริการลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแผนจะเดินหน้าพัฒนาบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ อาทิ โปรแกรมบำรุงรักษา MBSP Extra Guarantee Lite ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ครอบคลุมอะไหล่เครื่องยนต์และเกียร์ ในช่วงอายุรถยนต์ปีที่ 6-10 แบบไม่จำกัดระยะทาง การทำแคมเปญสำหรับโปรแกรม Service Select อย่างต่อเนื่อง และยกระดับบริการ Mobile Service ในรูปแบบใหม่ ไม่เพียงแค่รับ-ส่งรถ แต่ยังให้บริการพื้นฐานอย่าง Service A/B ได้ถึงบ้านลูกค้าหรือนอกสถานที่ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอพิเศษสำหรับยางรถยนต์ MB Tires และสินค้าจาก MB Collection เช่น Mercedes-Benz Wallbox 3.0 และกล้อง Mercedes-Benz Drive Recorder 360 รวมถึงเตรียมเปิดตัวโปรแกรมการดูแลครอบคลุมเมื่อรถยนต์เกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุหรืออุทกภัย และการบริการด้านดิจิทัลผ่านระบบ XENTRY และ XENTRY Vehicle Detector จะผสานเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบรถยนต์ของลูกค้า ทั้งหมดนี้จะช่วยเสริมสร้างมิติการบริการลูกค้าให้ครอบคลุมและเหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยมาตรฐานการบริการของเมอร์เซเดส-เบนซ์”
รายงานข่าวแจ้งว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ถูกบีเอ็มดับเบิลยูแซงหน้าขึ้นแชมป์ยอดขายตลาดรถหรูในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2563 หลังจากเป็นแชมป์ตลาดรถหรูมายาวนานประมาณ 18-19 ปี นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ยังพยามยามปรับตัวด้วยการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV) เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย แต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก เพราะราคาสู้คู่แข่งรถยนต์อีวีจากจีนที่มีราคาต่ำกว่ามากไม่ได้ ต่อมาจึงปรับลดราคารถยนต์ไฟฟ้า ตระกูล EQ ครั้งใหญ่ เมื่อสิงหาคม 2568 ลดสูงสุดกว่า 3 ล้านบาท เช่น EQE 300 เหลือ 2.89 ล้านบาท และ EQE 350 SUV ลงกว่า 1.6 ล้านบาท ผ่านแคมเปญ “DEFINING ELECTRIC:” เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและกระตุ้นยอดขายในตลาดอีวีเติบโตสูง
การลดราคารถ EV Mercedes-Benz 2568 ได้แก่ EQE 300 ปรับลดลง 1.08 ล้านบาท เหลือ 2,890,000 บาท (จากเดิม 3.97 ล้าน) EQE 350 4MATIC SUV Electric Art ลดลง 1.66 ล้านบาท เหลือ 3,190,000 บาท (จากเดิม 4.85 ล้าน) EQE 350 4MATIC SUV AMG Line ลดลง 1.61 ล้านบาท เหลือ 3,690,000 บาท (จากเดิม 5.3 ล้าน) EQS 500 4MATIC AMG Premium ลดสูงสุดกว่า 3 ล้านบาท Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+: เหลือ 4,890,000 บาท (จากเดิม 5.95 ล้าน)

