ม.หอการค้า ชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทย แนะ รบ.ใหม่รีเซ็ตโครงสร้าง ดันลงทุนเทคโนโลยี-พัฒนาทักษะแรงงาน
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงกรณีสื่อต่างประเทศรายงานว่า เศรษฐกิจไทยติดกับดักการเติบโตต่ำเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปีต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี จากประเทศที่เคยถูกยกให้เป็น “เสือเศรษฐกิจเอเชีย” กลับถูกเปรียบเป็น “คนป่วยโคม่า” ท่ามกลางปัญหาโครงสร้าง ทั้งสังคมผู้สูงอายุ หนี้ครัวเรือนที่พุ่งใกล้ 90% ต่อ GDP และความไม่แน่นอนทางการเมืองว่า การใช้คำดังกล่าวจำเป็นต้องแยกแยะในเชิงความหมาย เพราะแม้จะเป็นภาษาข่าวที่สะท้อนความกังวล แต่ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ติดตามบริบทเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ประเด็นที่ทำให้ไทยถูกมองว่าป่วยคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 3% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติที่เคยตั้งไว้ว่าไทยควรเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี เพื่อก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่นับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19 เศรษฐกิจไทยยังไม่เคยขยายตัวเกิน 3% แม้ตัวเลขจีดีพี จะฟื้นกลับสู่ระดับก่อนช่วงโควิด-19แล้วก็ตาม
นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ 1.โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังแรงงานในระบบหดตัว กระทบต่อศักยภาพการผลิตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว 2.ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและตลาดภายในประเทศที่เติบโตช้าลง เมื่อจำนวนประชากรลดลง ความต้องการบริโภคภายในประเทศย่อมชะลอตัว ภาคธุรกิจจึงไม่สามารถใช้ตลาดในประเทศเป็นเครื่องยนต์หลักได้เหมือนในอดีต และต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติมากขึ้น
นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า 3.โครงสร้างบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัลของไทยยังอ่อนแอ ไทยมีแรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในสัดส่วนต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะมาเลเซียและเวียดนาม ส่งผลให้ไม่สามารถรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ดิจิทัลและ AI ได้อย่างเต็มที่ และ 4.โครงสร้างการผลิตของไทยยังพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมเป็นหลัก สินค้าส่งออกจำนวนมากยังเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูง ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคเร่งปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานโลก
นายธนวรรธน์กล่าวด้วยว่า หากปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อันดับเศรษฐกิจของไทยในอาเซียนมีแนวโน้มถดถอยลง จากเดิมที่ไทยเคยเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซีย ปัจจุบันถูกสิงคโปร์แซงขึ้นมาแล้ว และหากมาเลเซียยังเติบโตเฉลี่ย 4-5% ต่อปี ขณะที่ไทยต่ำกว่า 3% ภายใน 5 ปี มาเลเซียอาจขึ้นมาเป็นอันดับ 3 แทนไทย ขณะเดียวกัน หากเวียดนามยังขยายตัวได้ 5-7% ต่อปี ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ไทยอาจถูกเวียดนามและฟิลิปปินส์แซงลำดับลงไปอยู่อันดับ 6 ของอาเซียน
นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นโคม่าและยังมีโอกาสฟื้นตัว หากรัฐบาลใหม่เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยควรเปลี่ยนบทบาทจากการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าในระดับอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ขณะเดียวกัน ไทยยังมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อาหารแห่งอนาคต และอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า และทรัพยากรน้ำ หากเร่งผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบาย 12 S-Curve อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
นายธนวรรธน์กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่มีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และดิจิทัล รวมถึงการยกระดับการท่องเที่ยวจากเชิงปริมาณไปสู่เชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มรายได้ต่อหัวและสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทย และหากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน และช่วยให้ไทยกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่นอีกครั้งในอนาคต

