ปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ต้องยอมรับว่า ส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ ตลอดจนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ในกลุ่มแรงงาน ภาคค้าขายรายย่อย ภาคการเกษตรที่มีรายได้ไม่สูง เมื่อภาระค่าใช้จ่ายถีบตัวสูงมากขึ้น แต่รายได้กลับยังเท่าเดิมหรือลดน้อยลง ประกอบกับประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาแรงงานบางส่วนต้องตกงานจากผลพวงทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนรูปแบบทางธุรกิจ พึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น
สุดท้ายกำลังซื้อจากกลุ่มที่มีรายได้น้อยก็ตกไปอย่างมาก หรือแทบไม่จับจ่ายใช้สอยเลย เพราะต้องรัดเข็มขัด และที่สุดเรื่องดังกล่าวก็ย่อมสะเทือนถึงธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งส่วนใหญ่พึ่งพาตลาดภายในประเทศ จนประสบปัญหาเรื่องรายได้ตามมา แต่ขณะเดียวกันการจะหันหน้าเข้าหาสถาบันทางการเงินก็ยากมากขึ้น เพราะธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อตามสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือหากกู้ได้ก็ต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่าปกติ
ก่อนหน้านี้ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี ที่สำรวจความเห็นจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1,429 รายทั่วประเทศ พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 49.4 ลดลงจากระดับ 50.9 จากไตรมาสแรก เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นด้านต้นทุนปรับตัวลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการกลับมาให้ความสำคัญเรื่องของต้นทุนอีกครั้ง สะท้อนถึงปัจจัยต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สร้างแรงกดดันต่อการดำเนินกิจการเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ประกอบการทั่วประเทศประมาณ 57% กังวลปัญหาเศรษฐกิจ กำลังซื้อในพื้นที่และการแข่งขัน และผู้ประกอบการกังวลเรื่องต้นทุนการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็น 7.1% จาก 4.8% ในไตรมาสก่อน เพราะผู้ประกอบการมองว่าต้นทุนสินค้า ค่าจ้างแรงงาน ราคาน้ำมัน และดอกเบี้ย มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การฟื้นตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีปีนี้อาจจะยังไม่ราบรื่นนัก
เช่นเดียวกับรายงานของ ธนาคารกสิกรไทย ก่อนหน้านี้ ที่ระบุว่าสถานการณ์ลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารซึ่งมีอยู่ 2.5 แสนราย ยังทรงๆ ตัว โดยเชื่อว่าธุรกิจเอสเอ็มอีจะฟื้นตัวกลับมาก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวที่ชัดเจน และมีอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจใกล้เคียงที่ราว 5% โดยไตรมาสแรกที่ผ่านมาสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารขยายตัวเพียง 1-2% จากช่วงก่อนหน้านี้ขยายตัว 4-6% เป็นการขยายตัวในระดับตามความต้องการสินเชื่อ ซึ่งธนาคารคาดว่าทั้งปีนี้จะขยายตัวในระดับนี้ และจะไม่กระตุ้นให้ลูกค้าต้องการใช้สินเชื่อเพิ่มหากไม่จำเป็น เพราะจะทำให้ลูกค้านำเงินไปใช้ผิดประเภท และทำให้กลายเป็นหนี้เสียได้
จากปัจจุบันหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากเอสเอ็มอีของธนาคารทรงตัวอยู่ที่ 5% จนล่าสุด นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ออกมาแสดงความเป็นห่วงเอสเอ็มอีไทย เพราะนอกจากเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้นแล้ว ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปยังคิดอัตราดอกเบี้ยเอสเอ็มอีที่มีส่วนต่างจากการปล่อยสินเชื่อให้กับรายใหญ่ถึง 5-6% ซึ่งสูงเกินไปทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมและเอสเอ็มอีอยู่ไม่ได้ พร้อมทั้งขอให้ธนาคารพาณิชย์ทบทวนการคิดอัตราดอกเบี้ยกับเอสเอ็มอี และยอมรับว่าการคิดส่วนต่างดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังไม่สามารถไปบังคับได้ แต่ก็เป็นเรื่องของจิตสำนึกของแต่ละธนาคาร
นายพรชัย รัตนตรัยภพ ประธานเครือข่ายผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ยอมรับว่าธุรกิจของประเทศส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี เมื่อภาวะเศรษฐกิจประเทศเกิดปัญหา หากเอสเอ็มอีรายใดทุนไม่หนาพอก็ย่อมมีปัญหาต้นทุนเกิดขึ้นแน่นอน เพราะสินค้าที่เอสเอ็มอีทำส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นสินค้าหมวดอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่าปัจจุบันกำลังซื้อตกไปค่อนข้างมาก และเมื่อเกิดปัญหาเงินทุนก็เข้าถึงสถาบันการเงินได้ยากมากขึ้นเช่นกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าหากเศรษฐกิจไม่ดีอาจจะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีหลายรายต้องปิดกิจการไป
ดังนั้นเห็นว่าเป็นช่วงที่ต่างฝ่ายก็ต้องปรับตัว ภาคธนาคารเองควรเปลี่ยนมุมมองเอสเอ็มอีเป็นพันธมิตรทางธุรกิจมากกว่าเป็นแค่คนที่ต้องตามเก็บหนี้ แต่ผู้ประกอบการเองก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ธนาคารเห็นด้วย การที่ธนาคารเก็บอัตราดอกเบี้ยสูงจากเอสเอ็มอี ก็คงมองว่าเป็นธุรกิจมีความเสี่ยง แต่หากมองเช่นนี้เมื่อไรเอสเอ็มอีไทยจะเติบโตได้ เพราะเรื่องดอกเบี้ยสูงๆ ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อภาระต้นทุนอยู่แล้ว ยิ่งปัจจุบันธุรกิจรายย่อยส่วนใหญ่กำลังเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจเพราะกำลังซื้อไม่มี เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ขายในประเทศมากกว่าการส่งออก
พอเจอปัญหาขึ้นมาจะหันหน้าเข้าหาธนาคารก็ยากมากขึ้น เพราะธนาคารมองว่าความเสี่ยงสูง ปล่อยกู้ง่ายๆ ไม่ได้ แต่ก็อยากให้ธนาคารมองลูกค้ามากกว่าคนที่จะเข้าไปขอกู้สินเชื่อ ควรมีความสัมพันธ์กับลูกค้าและรู้จักลูกค้าในเชิงลึกมากขึ้นว่ารายนั้นๆ ทำธุรกิจอะไร แนวโน้มแล้วจะมีศักยภาพในการชำระหนี้คืนได้มากแค่ไหน มีกระแสเงินหมุนเวียนในธุรกิจเป็นอย่างไร มากกว่าจะตัดสินแบบเหมารวมว่าถ้าเป็นเอสเอ็มอีแล้วปฏิเสธทันที เพราะเชื่อว่ามีความเสี่ยงสูง อยากให้พิจารณาเป็นรายกรณี โดยรู้จักลูกค้ามากกว่าเพียงแค่มองเอกสารทางการเงินที่นำมาประกอบหลักฐานการยื่นขอสินเชื่อ เพราะหลายๆ รายยังไม่มีระบบการบริหารจัดการที่ดี อาจมีเงินรายได้ดี สภาพคล่องสูง แต่เพียงไม่ได้มีการสร้างบัญชี เพื่อให้เห็นกระแสเงินสดหมุนเวียนไว้กับทางธนาคาร แต่ตัวผู้ประกอบการเอง ก็ควรมีการปรับตัวทำธุรกิจให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ทำบัญชีให้ธนาคารเห็นศักยภาพธุรกิจของเรา
นายพรชัยกล่าว ส่วนกรณีที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มีโครงการปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอีรายย่อยสูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 10 ปี และไม่ต้องใช้หลักฐานนั้น เห็นว่าเป็นแนวทางที่ช่วย ผู้ประกอบการได้อย่างมาก แม้จะเป็นวงเงินไม่สูงจนทำอะไรได้มากก็ตาม แต่ถือว่าช่วยต่อลมหายใจผู้ประกอบการคนไทย และอยากให้ติดตามผู้ขอสินเชื่อเป็นรายๆ ไป หากเห็นว่ารายใดประเมินแล้วว่ามีศักยภาพอาจจะพิจารณาเพิ่มวงเงินสินเชื่อแบบขั้นบันได เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถขยายธุรกิจได้เลย โดยเฉพาะเศรษฐกิจไม่ดี ธนาคารเข้มงวดปล่อยสินเชื่อและคิดดอกเบี้ยสูง
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซาทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ โดยตัวเลขหนี้เอ็นพีแอลในภาพรวมเป็นตัวสะท้อนปัญหาได้ดี ซึ่งปี 2559 ที่ผ่านมา เอ็นพีแอลอยู่ที่ 4.35% สูงกว่าสินเชื่อทั่วไปซึ่งอยู่ที่ 2.83% และถ้าเทียบกับเอ็นพีแอลกลุ่มเอสเอ็มอีเมื่อปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 3.5% ซึ่งถือเป็นอัตราที่เพิ่มสูงขึ้น แม้ในปีนี้ถ้าประเมินในภาพรวมแล้วไม่น่าจะแตกต่างไปจากปี 2559 แต่ก็ยังถือว่าเป็นระดับที่สูงอยู่ดี ซึ่งมองว่าตัวเลขเอ็นพีแอลน่าจะเริ่มคลี่คลายลงในช่วงครึ่งปีหลัง
หากภาคการส่งออกยังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ยอมรับว่าเอสเอ็มอีมีข้อจำกัดในการปรับตัว แตกต่างไปจากธุรกิจโดยทั่วไปที่มีความคล่องตัวมากกว่า จึงทำให้เอ็นพีแอล อยู่ในระดับสูง ถือว่าน่าเป็นห่วง แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ค่อยดี เพราะส่งออกไม่ค่อยได้เหมือนเมื่อก่อน แต่ตอนนี้สัญญาณการส่งออกดีขึ้น ทำให้ช่วงครึ่งปีหลังน่าจะทำให้ภาพรวมดีขึ้น เพราะเมื่อโรงงานส่งสินค้าได้มากขึ้นก็จะมีเงินจ่ายค่าโอทีมากขึ้น แรงงานก็มีรายรับมากขึ้น และเป็นช่วงที่ผลผลิตการเกษตรเริ่มออกสู่ตลาด
หากราคาสินค้าดีกว่าทุกปีเหล่านี้ก็จะช่วยเอสเอ็มอีได้มาก เพราะเท่ากับว่ากำลังซื้อได้กลับมาแล้ว แต่ที่ผ่านมากำลังซื้อหายไปเพราะอย่างตัวเลขการว่างงานโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ มีนาคมเดือนเดียว มีมากถึง 1 แสนคน กำลังซื้อจึงหายไปมาก แต่ช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากปัจจัยที่ได้กล่าว ยังมีเรื่องงบกลางปีของรัฐบาลวงเงินราว 1.6 แสนล้านบาท ที่จะเข้ามาช่วยอัดฉีดเศรษฐกิจประเทศ ช่วงไฮซีซั่นด้านการท่องเที่ยวก็จะช่วยให้เอสเอ็มอีมีความคล่องตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายแบงก์ยังยืนยันถึงระบบสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อมากกว่าแค่ดูจากหลักฐานการเงิน…

