หน้าแรก เศรษฐกิจ นักธุรกิจ รับ...

นักธุรกิจ รับมองศก.ไทยอ่อนแรง แต่ไม่ป่วยถึงโคม่า หวังฝืมือรัฐบาลใหม่ ช่วยดึงภาพพจน์

5.02.26 | 17:25 น.

นักธุรกิจ รับมองศก.ไทยอ่อนแรง แต่ไม่ป่วยถึงโคม่า หวังฝืมือรบ.ใหม่”ทำได้จริง”ช่วยดึงภาพพจน์

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงกรณีสื่อนอกวิเคราะห์ไทยว่า เคยมีเป้าหมายจากเสือเอเชีย สู่ผู้ป่วยอาการเริ่มโคม่า ว่า คิดว่าประเทศอยู่ในจุดที่เริ่มไม่แข็งแรง แต่ยังไม่ถึงขั้นป่วย เชื่อว่าในอนาคตที่ไทยกำลังจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หากรัฐบาลใหม่สามารถนำนโยบายที่ดีเข้ามาเสริม รวมถึงสร้างความโปร่งใสของตลาดทุน  มีหน่วยงานการกำกับต่างๆ ให้คนหายคลางแคลงได้ และสามารถดำเนินการได้จริง

“จะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าการเมืองยังพลิกไปพลิกมา  ตนคิดว่าอีกไม่นาน น่าจะป่วยจริง” นายนาคาญ์ กล่าว

นายนาคาญ์ กล่าวว่า ในเชิงของเศรษฐกิจมีหลายส่วน ที่เราต้องแก้ไข เช่น เรื่องอุตสาหกรรม ที่เทคโนโลยีต่างๆ จะนำมาประยุกต์ใช้ เราค่อนข้างไม่สามารถนำตัวของเราเองไปเข้ากับเรื่องของยุคสมัย เช่น  AI ,Robot เป็นต้น ส่วนเรื่องการเมือง ประเทศไทย ยังมีรัฐมนตรีหรือการเมืองที่ไม่เสถียร ดังนั้น โครงการหรือนโยบายต่างๆ จึงขาดช่วงหรือไม่สามารถนำมาใช้  เนื่องจากเปลี่ยนรัฐบาลสลับไปสลับมา เช่น ช่วงซีเกมส์ หรือโครงการเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูงต่างๆ อย่างไรก็ตาม ส่วนการผลิตที่กระทบหนักมาก เช่น รถยนต์ที่มีการปรับเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ EV ที่เมื่อเปลี่ยนการผลิตสู่รถยนต์ EV จึงทำให้อะไหล่ยนต์ต่างๆ ที่เป็นธุรกิจหลักของประเทศเราก็เกิดการสะดุด และในส่วนอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร มองว่ายังพอวิ่งไปได้ และด้านการส่งออกก็ถือว่าดีในระดับนึง

นายนาคาญ์ กล่าวถึงการวิเคราะห์ดังกล่าวอาจผลกระทบด้านการตัดสินใจลงทุนในไทยว่า ผลกระทบด้านลงทุนมีมาสักระยะแล้ว โดยแบ่งนักลงทุนเป็น 2 ส่วน 1.นักลงทุนในส่วนตลาดทุน ที่จะลงทุนเมื่อมีกระแสหรือว่ามีแนวทางในสร้างรายได้ หลังจากที่ถอนทุนต่างๆ ออกไปลงทุนที่อื่น จึงทำให้ภาพนี้เกิดผลกระทบเป็นส่วนใหญ่ และ 2. นักลงทุนกลุ่มที่จะมาตั้งโรงงานต่างๆ ตนคิดว่ากลุ่มนี้ อาจจะไม่กระทบโดยตรง เพราะว่าเขามองเห็นประโยชน์ชัดเจน

Advertisement

ทั้งนี้ กรณีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Tesla ยกเลิกการตั้งโรงงานในประเทศไทยโดยให้เหตุผลว่า ประเทศเรามีเรื่องคอร์รัปชันอยู่เยอะ ทำให้การจะมาตั้งโรงงานจึงมีต้นทุนแฝงที่คำนวณไม่ได้อยู่เยอะมาก ดังนั้น ถ้าในกรณีแบบนี้ตนคิดว่าเขาอาจจะไม่มาลงทุน แต่ถ้าบอกว่าประเทศไทย มีผลเสียโดยเฉพาะเรื่องของการเมือง ตนยังคิดว่ากระทบแต่ไม่เยอะมากนัก

นายนาคาญ์ กล่าวถึงสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ไข(รีเซต)อย่างเร่งด่วน นั้น สิ่งจำเป็นที่สุด คือ การอัพสกิล แม้ว่าไทยเป็นประเทศที่มีทักษะต่างๆดีมาก แต่ปัญหาสำคัญคือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามาประยุกต์ใช้นั่น ยังไม่ถึงมือผู้ประกอบการ เช่น เครื่องจักรใหม่ หรือหุ่นยนต์ใหม่ ในการลดต้นทุนต่างๆ ยังมาไม่ถึง จึงทำให้ต้นทุนในการผลิตของเราสูงขึ้น ทำให้ธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหัวจักรหัวที่สองของประเทศไทยเกิดผลกระทบค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ต้องมาสนใจและมองเห็นถึงความจำเป็นด้านความร่วมมือและเป็นเนื้อเดียวกันกับภาคเอกชน ในการทำธุรกิจส่งออกไปต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ถ้าไทยไม่มีเทคโนโลยีใหม่ หรือรัฐบาลไม่เข้าใจตรงนี้ ตนว่าจบตั้งแต่ต้นเลย ทั้งนี้ ยกตัวอย่างประเทศจีน ที่มีเครื่องจักรเข้ามาทดแทนในการผลิตทำให้สามารถผลิตได้ในปริมาณที่มากและมีราคาที่ถูกลง หรือสิงคโปร์ ที่ไม่ได้มีโรงงานแต่คนมีองค์ความรู้ดีขึ้น จึงทำให้ประเทศเขามีรายได้ที่สูงขึ้น ดังนั้นตนว่าคีย์สำคัญอยู่ที่ตรงนี้

“ถ้าในใจผมมองว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าพรรคไหน ได้จัดตั้งรัฐบาล คือ ไม่อยากให้เน้นการใช้นโยบายประชานิยม เพราะหากเรามีการผลักดันแต่นโยบายประชานิยม เช่น การแจกเงิน เนื่องจากสิ่งนี้ไม่เป็นการช่วยให้ผู้ประกอบการ หรือว่าคนต่างๆ มีองค์ความรู้ที่ดีขึ้น มีทักษะหรือว่าพัฒนาตัวเองมากขึ้น แต่กลับทำให้คนรอคอย ว่า ใครจะมีผลประโยชน์ต่างๆมาให้มากกว่า แทนที่ส่งเบ็ดมาให้ตกปลา แต่กลับมองว่าทำยังไงให้ได้ปลาที่ตัวใหญ่แทน” นายนาคาญ์ กล่าว