หน้าแรก เศรษฐกิจ ตลท.เล็งเสนอแ...

ตลท.เล็งเสนอแพคเกจรัฐบาลใหม่ หวังเข็นตลาดหุ้นไทยฟื้นตัว พร้อมทำงานทุกพรรค  

6.02.26 | 18:28 น.

ตลท.เล็งเสนอแพคเกจรัฐบาลใหม่ หวังเข็นตลาดหุ้นไทยฟื้นตัว พร้อมทำงานทุกพรรค
 
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมพร้อมแพคเกจเสนอรัฐบาลใหม่ไว้ครบถ้วนแล้ว กำหนดกฎเกณฑ์เป็นขั้นตอนที่สามารถทำได้ โดยในเรื่องกฎหมายได้เริ่มทำไปบ้างแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น และมีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เลือกลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งเชื่อว่าในช่วง 4-6 เดือนนี้จะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาก็สามารถนำเสนอให้พิจารณาอนุมัติได้ทันที เหมือนช่วงที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการหารือร่วมกับตลาดทุนไทย ซึ่งก็เสนอแพคเกจไปแล้วว่ามีอะไรที่ต้องทำและทำอย่างไรบ้าง จึงพร้อมมกดปุ่มดำเนินการ โดยแผนที่เสนอไปไม่ต้องทำอะไรเยอะ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะนำไปทำหรือไม่เท่านั้น เพราะทุกอย่างไม่ใช่เรื่องใหม่

“ข้อเสนอของตลาดทุนทั้งหมด อาจมีเรื่องอื่นที่รัฐบาลมองว่าสำคัญกว่า แต่แพคเกจที่เสนอไปมีความสำคัญมากเช่นกัน โดยเฉพาะในเรื่องความเชื่อมั่น อาทิ การฟ้องคดีผู้กระทำความผิดต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ หรือทำอย่างไรให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยเสียภาษีมากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศ ซึ่งอาจต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่ม ทั้งหมดถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ ส่วนพรรคใดจะนำมาเป็นนโยบายของพรรคก็ทำได้ ไม่ว่าพรรคใดจะเป็นแกนนำก็พร้อมเสนอแพคเกจภึงรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องที่ดีกับประเทศ และหากเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่เห็นตรงกันก็ยิ่งดี เพราะจะทำได้เร็วขึ้น” นายกิติพงศ์ กล่าว

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ทิศทางการเลือกตั้งของไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เมื่อมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าข้อดีของประเทศไทยคือ มีรัฐบาลที่เป็นพรรคร่วมอย่างต่อเนื่อง และจากการสอบถามกับนักลงทุนต่างชาติก็มีมุมมองแบบเซมเซม หรือมีผลเท่ากัน เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมในรูปแบบใด ธุรกิจก็ยังเดินต่อได้ไม่มีนโยบายใดที่ทำร้ายเศรษฐกิจ ข้อสำคัญมากกว่าคือ ต้องการนโยบายหรือความร่วมมือที่ทำให้เศรษฐกิจก้าวกระโดดได้มากกว่า ความไม่แน่นอนของการเมืองไทยที่ผ่านมาจึงทำให้นักลงทุนมองว่า เมืองไทยเติบโตเต็มศักยภาพไม่ได้ ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียงระดับ 2–3% ทั้งที่พื้นฐานทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และศักยภาพของประเทศเอื้อให้เติบโตได้มากกว่านั้น

นายอัสสเดช กล่าวว่า ยอมรับว่าปีที่ผ่านมาเกิดการแข่งขันระหว่างตลาดทุนของภูมิภาคนี้ค่อนข้างสูง แต่ละประเทศมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดทุนของแต่ละแห่ง ขณะเดียวกันพบว่ามีบางตลาดเชิญชวนบริษัทไทยออกไปจดทะเบียนค่อนข้างมาก ส่งผลให้เราต้องทำงานอย่างหนัก โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. โดยเรื่องที่ได้รับเสียงสะท้อนจำนวนมากคือขั้นตอนการเข้าจดทะเบียนว่าอาจมีความซับซ้อนหรือยุ่งยากเกินไป ส่วนนี้ก็มีการพิจารณาเพื่อแก้ไขให้คล่องตัวขึ้น แต่ตลาดทุนจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการดึงดูดบริษัทใหม่กับการคงคุณภาพของสินทรัพย์ โดยมุ่งเน้นบริษัทที่มีคุณภาพมากกว่าปริมาณเป็นปัจจัยสำคัญ

นายอัสสเดช กล่าวว่า ความฝันในการทำงานคือ อยากเห็นชื่อของ 20 บริษัทในหุ้นไทยเปลี่ยนแปลงจากเดิม มีชื่อบริษัทใหม่ๆ เข้ามาบ้างเหมือนในสหรัฐที่มีรายชื่อเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องถึง 90% ของแต่ละปี เพราะหากมองย้อนหลัง 30 ปี ดัชนี SET50 หรือบริษัท 50 อันดับแรกของไทย แทบไม่เปลี่ยนแปลง จึงควรดึงดูดธุรกิจจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ อาทิ เอไอ ดาต้า เซ็นเตอร์ เวลเนส และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ชี้ว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอสูงเป็นประวัติการณ์ เป้าหมายคือการดึงธุรกิจเหล่านี้เข้ามาใช้ตลาดทุนไทย และเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยมีส่วนร่วม

Advertisement

นายอัสสเดช กล่าวว่า ด้านแรงกดดันจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) พบว่าเม็ดเงินคงค้างลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับมากกว่าแสนล้านบาทในช่วงกลางปี 2568 เหลือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท สะท้อนถึงแรงกดดันต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลง จึงมีการพิจารณาและจะเสนอกองทุนออมหุ้นไทย (ทิสา) เพื่อเป็นตัวเลือกในการลงทุนทดแทนแอลทีเอฟ ซึ่งมักมีปัญหาช่วงใกล้ครบอายุถือครอง และการขายทำกำไร ขณะที่การกลับมาของนักลงทุนต่างชาติในช่วงปลายปีที่ผ่านมาและต้นปีนี้ ช่วยสร้างโอกาสในการปรับพอร์ตการลงทุนมากขึ้น โดยมองว่า ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยจะเพิ่มจากระดับ 30,000 ล้านบาทเป็นประมาณ 47,000 ล้านบาท แต่ยังเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในการพิจารณา ขณะที่การขยายเวลาซื้อขายยังก่อให้เกิดต้นทุนด้านปฏิบัติการแก่บริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งจากเสียงสะท้อนเบื้องต้นส่วนใหญ่มองว่ายังไม่คุ้มค่า เว้นแต่ปริมาณการซื้อขายจะกลับมาอยู่ในระดับสูงเช่นในอดีต