นักวิชาการหวังรัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพการเมือง แก้ศก.ขั้นโคม่า เร่งแก้โครงสร้างระยะยาว เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ว่า สิ่งแรกอยากให้รัฐบาลและครม.ชุดใหม่ เร่งทำ คือ 1. แก้หนี้ครัวเรือน ที่สูงถึง 86% จีดีพี 2. ระวังกรอบวินัยทางการเงิน และคุมหนี้สาธารณะที่เกือบแตะ 70% 3. รักษาความเสถียรภาพทางการเมือง อย่าเปลี่ยนหน้าตาครม.บ่อยจนขาดความต่อเนื่อง หากรัฐบาลใหม่ เป็นรัฐบาลผสม ข้อจำกัดการทำงานอาจสูง และช่วงหาเสียงมักใช้นโยบายแจกและลดเป็นแรงกระตุ้น เมื่อตั้งครม. ก็ควรคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง และงบต่อการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันประเทศด้วย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยโตได้เต็มศักยภาพ 4-5% ไม่แค่ 2-3%
“การดึงลงทุนจากต่างชาติ ไม่ใช่จะง่าย แม้ไทยจะดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี AI ได้ แต่ต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายสหรัฐด้วย ตั้งการตั้งกำแพงภาษีเซมิคอนดักเตอร์ 25% มีผลต่อการตัดสินใจย้ายฐานการผลิต ดังนั้น รัฐบาลใหม่ต้องเร่งปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ลดการพึ่งพาตลาดเดียว” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวกรณีสื่อต่างประเทศรายงานว่าเศรษฐกิจไทยติดกับดักการเติบโตต่ำเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปีต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี จากประเทศเป็นเสือเศรษฐกิจเอเชียกลับถูกเปรียบเป็นคนป่วยโคม่า ว่า เป็นผลสะสมจากการสูญเสียความสามารถการแข่งขันนานกว่า 30 ปี ที่โลกเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล แต่ไทยไม่สามารถปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันค่อย ๆ ถดถอยลงต่อเนื่อง
นายสมชาย กล่าวว่า ที่มาการถูกมองว่าเป็นผู้ป่วยทางเศรษฐกิจ 1. คือ โลกเปลี่ยนไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ขณะที่ไทยยังอ่อนแอด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสร้างนวัตกรรม ส่งผลให้สินค้าและบริการของไทยไม่สอดคล้องกับรูปแบบการแข่งขันใหม่ของโลก 2.ต้นทุนแรงงานไทยสู้ต้นทุนแรงงานเวียดนามหรือกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ไม่ได้ ที่กลุ่มประเทศเหล่านี้มีต้นทุนแรงงานถูกกว่าและได้เปรียบด้านภาษีภายใต้กรอบเขตการค้าเสรี ทำให้ประเทศเหล่านี้สส่งสินค้าเข้ามาแข่งขันในไทยด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าแต่ในขณะเดียวกัน ไทยก็ไม่สามารถขยับขึ้นไปผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงแบบมาเลเซียหรือสิงคโปร์ได้ ส่งผลให้ไทยติดอยู่ตรงกลาง ถูกบีบทั้งด้านต้นทุนและมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรียกว่า ติดกับดักแซนด์วิช
” ผลจากโครงสร้างดังกล่าว ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยค่อย ๆ ลดลง จากระดับเฉลี่ยราว 10% ในอดีต เหลือเพียง 1–2% ในช่วง 10 ปีหลัง ขณะที่ประเทศในอาเซียนมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 4–5% ส่งผลให้ไทยรั้งท้ายของภูมิภาค ” นายสมชาย กล่าว และว่า งานสำคัญที่สุดรัฐบาลใหม่ คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว อาทิ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงเขต EEC การสร้างกลไกถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ การยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ตั้งแต่ต้นน้ำ การกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐ การเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศและภูมิภาคสำคัญ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าในภาคที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น อาหาร เกษตร สุขภาพ และการท่องเที่ยว แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเต็มรูปแบบ ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี แต่หากบริหารนโยบายได้อย่างเหมาะสม ภายใน 4–5 ปีแรก เศรษฐกิจไทยอาจเริ่มเห็นผลเชิงบวก

