หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดยุทธศาสตร...

เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียม ปี 69 เร่งสำรวจแหล่งใหม่ ดึงลงทุน – หนุน Net Zero

7.02.26 | 09:59 น.
ปิโตรเลียม

เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียม ปี 69 เร่งสำรวจแหล่งใหม่ ดึงลงทุน–หนุน Net Zero

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยถึงแผนบริหารจัดการปิโตรเลียมของประเทศในปี 2569 ว่า เตรียมต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียม ของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B8/38 (แหล่งบัวหลวง) และแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B12/27 (แหล่งไพลิน) ซึ่งเกิดผลประโยชน์ต่อประเทศทั้งในด้านการสร้างรายได้ให้แก่รัฐ เกิดความต่อเนื่องของการผลิตปิโตรเลียม และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในภาพรวม

นายวรากร กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ซึ่งภายหลังจากการออกประกาศเชิญชวนการเปิดให้ยื่นขอสิทธิฯ ไปแล้วนั้น ได้มีผู้มายื่นขอสิทธิฯ จำนวน 5 ราย 8 คำขอ คาดว่าสามารถเกิดการลงทุนราว 2,500 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งหากพัฒนาได้เชิงพาณิชย์จะมีปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 5.76 ล้านบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติประมาณ 20.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาผู้ได้รับคัดเลือกเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) และคาดว่าจะสามารถให้สัมปทานปิโตรเลียมได้ภายในปี 2569

ชงรบ.ใหม่เปิดสำรวจแหล่งอันดามัน

นายวรากร กล่าวว่า นอกจากนี้ ในปี 2569 จะมีแผนในการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน (ครั้งที่ 26) คาดว่าจะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากพื้นที่บริเวณทะเลอันดามันเป็นบริเวณที่ติดกับพื้นที่ที่มีการพบปิโตรเลียมมาก่อน มีโอกาสที่จะพบทรัพยากรทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอันดามันได้เช่นกัน คาดว่าจะเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงดูดทุนขนาดใหญ่เข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ช่วยส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ดำเนินการศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีต่อไป

นายวรากร กล่าวว่า ด้านการดำเนินงานของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) มีการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้ขยายระยะเวลาการผลิตเพิ่มเติมของแปลงดังกล่าว ในช่วงปี 2571 – 2581 สร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ คาดสร้างรายได้ให้รัฐบาลทั้งสองประเทศจากค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐที่ประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย และผู้ซื้อร่วมได้ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นอกจากนั้น ได้มีการจัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิค ต้นทุนที่สูงขึ้นโดยจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เร่งซีซีเอสดันไทยเน็ตซีโรปี 2050

นายวรากร กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการดำเนินการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อสนับสนุนนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 ล่าสุดโครงการศึกษาและพิสูจน์ทราบศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน เป้าหมายพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub กักเก็บ CO2 กรมเชื้อเพลิงฯ ร่วมกับ หน่วยงานของประเทศญี่ปุ่น (JOGMEG และ INPEX) ศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ภายหลังครม.เห็นชอบในการเข้าสำรวจและมอบหมายภารกิจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ปัจจุบันอยู่ระหว่างขออนุญาตนำเรือเข้าสำรวจ คาดว่าจะสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนบริเวณอ่าวไทยตอนบนได้ภายในปี 2569

Advertisement

นายวรากร กล่าวว่า ขณะที่โครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะได้แนวทางการดำเนินงานภายในปี 2569 และ ปตท.สผ. อยู่ระหว่างการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อก่อสร้างและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น คาดจะเริ่มการอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ในปี 2571