ทีดีอาร์ไอ จี้แก้ 7 ปมปัญหาโครงสร้างทับถม กดฟื้นศักยภาพประเทศ แนะให้ความสำคัญเศรษฐกิจมากกว่านโยบายหวังผลการเมือง
เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงกรณีที่สื่อนอกเผยบทความวิเคราะห์ว่าไทยเป็น คนป่วยของอาเซียนที่ถูกกัดเซาะจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความไม่เสถียรภาพทางการเมือง หนี้ครัวเรือนที่สูง และนวัตกรรมที่อ่อนแอ ว่า ไม่ควรตัดสินเพียงมุมมองเดียวควรมองทั้ง 2 ด้าน ในมุมภาพระยะยาวหรือการมองจากอดีตถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และไม่ได้เป็นประเทศที่ล้มเหลว ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาไทยสามารถยกระดับจากประเทศรายได้ต่ำสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับบนได้รวดเร็วกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะช่วงที่ไทยก้าวนำฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม
ทั้งนี้ ความยากจนและความเหลื้อมล้ำเราลดลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงประมาณ 10-15 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเราทำได้ดีในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ถ้ามองไปในอนาคต พบว่าเศรษฐกิจไทยจากที่เคยเติบโตเร็วกลับถดถอยลง เราเห็นการเติบโตที่มันช้าลงจริง และที่สำคัญคือมันยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับไปเป็นเติบโตได้ดี แบบประเทศอื่นๆ ซึ่งในแง่มุมนี้ ด้วยมุมมองแบบนี้เราก็จะมองแบบเดียวกับในบทความที่สะท้อนว่าไทยมีปัญหาจริง
นายนณริฏ กล่าวว่า หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพได้ชัด เหมือนสมัยก่อนเราอาจจะเป็นคนป่วย แต่ร่างกายมีความสามารถในการทนทาน เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ เรากลายเป็นคนป่วยจะสะท้อนภาพให้เห็นว่า กลไกในการป้องกันพื้นฐานไม่เวิร์คแล้ว หมายความว่าต้องป่วยหนักจริง ๆ คนเดินอยู่แล้วสะดุดล้มก็ไม่ถือว่าป่วย แต่ถ้าผู้สูงอายุหกล้ม เราจะเห็นว่า จะมีปัญหาเรื่องกระดูกพรุนเรื่องของความชราอะไรต่าง ๆ จึงทำให้มันเกิดความรุนแรงและก็ป่วย เช่นเดียวกัน ตอนนี้คือเรามีปัญหาที่ทับถมกันอยู่ จนเริ่มส่งสัญญาณให้เห็นการถดถอยในระยะยาว
“มองจากอดีตมาเราก็ทำได้ไม่เลว เราส่งออกอันดับหนึ่งได้ตั้งหลายตัว เราแก้ปัญหาความยากจนได้ความทรงจำก็ได้ที่ผ่านมาเราทำไม่เลวเลย แต่แน่นอนว่าถ้าจะใช้สัญญานี้เป็นเรื่องของอนาคตผมก็เห็นด้วยว่าภาพในอนาคตข้างหน้าไม่ได้สวยหรูแบบในอดีตที่ผ่านมา” นายนณริฏ กล่าว
นายนณริฏ กล่าวว่า เมื่อไทยมีรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่อย่างเป็นทางการ สิ่งแรกที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขคือ
1. แก้ปัญหาโครงสร้างประชากรและคุณภาพแรงงาน ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย แรงงานน้อยและมีอายุมากขึ้น ขณะเดียวกันทักษะแรงงานไม่ตรงกับตลาด ระบบการศึกษาและการฝึกอบรมไม่สามารถมีศักยภาพเพียงพอ จึงต้องยกระดับคุณภาพโรงเรียนและระบบพัฒนาทักษะแรงงาน
2. การพัฒนาเทคโนโลยี ไทยดึงดูดการลงทุนต่างชาติได้แต่ยังไม่สามารถต่อยอดเป็นเจ้าของเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนใหญ่ยังเป็นฐานการผลิตแบบ โรงงานที่รับผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้า หรือ OEM ทำให้ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูง จำเป็นต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างอุตสาหกรรมใหม่
3. แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ประชาชนติดกับดักหนี้ ทำให้กำลังซื้อไม่ฟื้นตัวและเศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างจำกัด ต้องมีมาตรการแก้หนี้อย่างจริงจังและยั่งยืน
4. แก้ปัญหาหนี้ภาครัฐ จากปัญหาการคลังและนโยบายประชานิยม การใช้นโยบายแจกเงินและมาตรการกระตุ้นระยะสั้นจำนวนมาก ทำให้ภาระการคลังสูงหนี้สาธารณะใกล้ติดเพดาน จำเป็นต้องลดประชานิยม เพิ่มประสิทธิภาพรัฐและลดคอร์รัปชัน
5. แก้ปัญหาการส่งออก ปัจจุบันตัวเลขการส่งออกของไทยอาจดูเติบโตดี แต่จะพบว่ามีสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้า (import content) สูง ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดในประเทศต่ำ แรงงานและเทคโนโลยีไทยไม่ได้พัฒนา
6. การลงทุนที่ไม่สร้างผลประโยชน์ให้เศรษฐกิจในประเทศ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) บางส่วนเข้ามาแต่ไม่เกิดการจ้างงานหรือซัพพลายเชนในประเทศเพียงพอ ไทยได้เพียงตัวเลขลงทุน แต่ไม่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจเต็มที่ จึงต้องยกระดับการเชื่อมโยงกับธุรกิจไทย
7. การท่องเที่ยวสูญเสียความสามารถแข่งขัน จำนวนนักท่องเที่ยวยังไม่กลับสู่ระดับเดิม และเริ่มเสียส่วนแบ่งให้ประเทศคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลี ต้องปรับยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวใหม่เพื่อดึงความน่าสนใจกลับมา
ทั้งนี้ การที่สื่อนอกวิเคราะห์ว่าไทยเป็น คนป่วยของอาเซียน ไม่ได้กระทบความน่าเชื่อถือของประเทศมากนัก เพราะข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ และเคยถูกสะท้อนมาแล้วจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ดังนั้น นักลงทุนรับรู้ปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว
นายนณริฏ กล่าวว่า ไทยต่อสู้ทางการเมืองมากเกินไป จนแทบไม่มีใครให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่เน้นไปที่การแก้รัฐธรรมนูญ การต่อสู้กับองค์กรอิสระ หรือความขัดแย้งทางอำนาจ ขณะที่ปัญหาหลักคือจะทำอย่างไรให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น หากประเทศมีรายได้มากขึ้น ปัญหาอื่นก็จะเบาลงได้มาก แต่ยังไม่เห็นพรรคการเมืองใดเสนอชัดว่าจะสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศอย่างไร กลับเน้นนโยบายใช้เงิน เช่น การแจกเงินหรือมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น
นายนณริฏ กล่าวว่า การถกเถียงเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นหัวใจหลักในการตัดสินใจของประชาชน เนื่องจากหลายพรรคการเมืองไม่ได้ยกการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นประเด็นหลัก แต่กลับให้ความสำคัญกับนโยบายเฉพาะด้าน อาทิ โครงการแจกเงิน สวัสดิการ หรือมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม คำถามคือ ประเทศจะเติบโตได้หรือไม่และจีดีพีจะกลับมาได้มากเพียงใด และไม่ว่าพรรคใดเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง สิ่งสำคัญคือต้องมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่สามารถพลิกศักยภาพประเทศและสร้างรายได้ระยะยาว

