ทีดีอาร์ไอจี้ รบ.ใหม่แก้ 7ปมปัญหาโครงสร้างทับถมกดศักยภาพประเทศ มุ่งฟื้นศก.ลดขัดแย้งการเมือง
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจจากช่วงขาลง หากดำเนินนโยบายได้อย่างถูกทิศทาง เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสกลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้ง โดยต้องดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวควบคู่กันไป ซึ่งไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาบริหารประเทศ ต่างต้องเผชิญภาระงานหนักเช่นเดียวกัน และจะต้องทำงานให้หนัก จากการติดตามนโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ๆ พบว่ามีทิศทางใกล้เคียงกัน คือการมุ่งเน้นเพิ่ม ‘ความสามารถในการแข่งขัน’ ของประเทศ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ และไม่ว่าวิธีการของแต่ละพรรคจะต่างกันอย่างไร แต่หากเป้าหมายคือ การฟื้นเศรษฐกิจก็ถือว่ามาถูกทาง สิ่งสำคัญคือการมีเสถียรภาพของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง และ หากมีเสียงสนับสนุนที่เข้มแข็ง จะช่วยให้การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้รวดเร็วและมีความมั่นใจมากขึ้น
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับหน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจที่ตนให้ความสำคัญนั้น เห็นว่ากระทรวงเศรษฐกิจหลักที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ 1.กระทรวงการคลัง ที่ยังคงเป็นแกนหลักขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล 2.กระทรวงพาณิชย์ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้และขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และ 3.กระทรวงการต่างประเทศ ก็มีความสำคัญไม่น้อย ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง ความสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยเอื้อให้การเจรจาทางเศรษฐกิจและความตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นไปอย่างราบรื่น
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เมื่อไทยมีรัฐบาลและ ครม.ชุดใหม่อย่างเป็นทางการ สิ่งแรกที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขคือ 1.แก้ปัญหาโครงสร้างประชากรและคุณภาพแรงงาน ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย แรงงานน้อยและมีอายุมากขึ้น ขณะเดียวกันทักษะแรงงานไม่ตรงกับตลาด ระบบการศึกษาและการฝึกอบรมไม่สามารถมีศักยภาพเพียงพอ จึงต้องยกระดับคุณภาพโรงเรียนและระบบพัฒนาทักษะแรงงาน 2.การพัฒนาเทคโนโลยี ไทยดึงดูดการลงทุนต่างชาติได้แต่ยังไม่สามารถต่อยอดเป็นเจ้าของเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนใหญ่ยังเป็นฐานการผลิตแบบ โรงงานที่รับผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้า หรือ OEM ทำให้ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูง จำเป็นต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ 3.แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ประชาชนติดกับดักหนี้ ทำให้กำลังซื้อไม่ฟื้นตัวและเศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างจำกัด ต้องมีมาตรการแก้หนี้อย่างจริงจังและยั่งยืน
4.แก้ปัญหาหนี้ภาครัฐ จากปัญหาการคลังและนโยบายประชานิยม การใช้นโยบายแจกเงินและมาตรการกระตุ้นระยะสั้นจำนวนมาก ทำให้ภาระการคลังสูงหนี้สาธารณะใกล้ติดเพดาน จำเป็นต้องลดประชานิยม เพิ่มประสิทธิภาพรัฐและลดคอร์รัปชัน 5.แก้ปัญหาการส่งออก ปัจจุบันตัวเลขการส่งออกของไทยอาจดูเติบโตดี แต่จะพบว่ามีสัดส่วนวัตถุดิบนำเข้า (import content) สูง ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดในประเทศต่ำ แรงงานและเทคโนโลยีไทยไม่ได้พัฒนา 6.การลงทุนที่ไม่สร้างผลประโยชน์ให้เศรษฐกิจในประเทศ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) บางส่วนเข้ามาแต่ไม่เกิดการจ้างงานหรือซัพพลายเชนในประเทศเพียงพอ ไทยได้เพียงตัวเลขลงทุน แต่ไม่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจเต็มที่ จึงต้องยกระดับการเชื่อมโยงกับธุรกิจไทย 7.การท่องเที่ยวสูญเสียความสามารถแข่งขัน จำนวนนักท่องเที่ยวยังไม่กลับสู่ระดับเดิม และเริ่มเสียส่วนแบ่งให้ประเทศคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลี ต้องปรับยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวใหม่เพื่อดึงความน่าสนใจกลับมา
นายนณริฏ กล่าวว่า ไทยต่อสู้ทางการเมืองมากเกินไป จนแทบไม่มีใครให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่เน้นไปที่การแก้รัฐธรรมนูญ การต่อสู้กับองค์กรอิสระ หรือความขัดแย้งทางอำนาจ ขณะที่ปัญหาหลักคือจะทำอย่างไรให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น หากประเทศมีรายได้มากขึ้น ปัญหาอื่นก็จะเบาลงได้มาก แต่ยังไม่เห็นพรรคการเมืองใดเสนอชัดว่าจะสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศอย่างไร กลับเน้นนโยบายใช้เงิน เช่น การแจกเงินหรือมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น
นายนณริฏ กล่าวว่า การถกเถียงเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นหัวใจหลักในการตัดสินใจของประชาชน เนื่องจากหลายพรรคการเมืองไม่ได้ยกการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นประเด็นหลัก แต่กลับให้ความสำคัญกับนโยบายเฉพาะด้าน อาทิ โครงการแจกเงิน สวัสดิการ หรือมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม คำถามคือ ประเทศจะเติบโตได้หรือไม่และจีดีพีจะกลับมาได้มากเพียงใด และไม่ว่าพรรคใดเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้ง สิ่งสำคัญคือต้องมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่สามารถพลิกศักยภาพประเทศและสร้างรายได้ระยะยาว

