หน้าแรก เศรษฐกิจ ภาคธุรกิจวอนต...

ภาคธุรกิจวอนตั้งรัฐบาลเร็วๆ เร่งแก้ ศก.-สู้โกง-บูมเอสเอ็มอี

9.02.26 | 06:24 น.

ภาคธุรกิจวอนตั้งรัฐบาลเร็วๆ เร่งแก้ ศก.-สู้โกง-บูมเอสเอ็มอี

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขอส่งกำลังใจให้รัฐบาลจะเข้ามาบริหารประเทศในเร็วๆ นี้ ให้มีการจัดตั้งอย่างเป็นทางการได้โดยเร็ว ภาคของเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อยากเห็นการเมืองมีเสถียรภาพ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่ามีการฟอร์มร่วมรัฐบาลแกนนำ อย่างน้อยควรให้มีเสียงสนับสนุนในสภาไม่น้อยกว่า 300 เสียง รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาแก้ปากท้อง เป็นอันดับแรก เนื่องจากไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่องมาหลายปี และเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี นอกจากนี้ ต้องเร่งแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นควบคู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของงบประมาณ

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากผลเลือกตั้งประกาศออกมาไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม หวังว่าจะรีบจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุดไม่เกินหนึ่งเดือนเพราะประเทศไทยอยู่ในภาวะเศรษฐกิจเปราะบางมามากกว่า 3 ปี และเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่มีการขยับเขยื้อนในด้านของ GDP หรือรายได้ของประชาชนทั้งประเทศมาอย่างยาวนาน แถมหนี้ครัวเรือนยังโตขึ้นไม่หยุด ที่สำคัญหากยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือนจะมีผลต่อ การลงทุนจากต่างประเทศเพราะจะขาดความเชื่อมั่น จากนักลงทุนต่างประเทศอีกด้วย

นายสรเทพกล่าวว่า อยากฝากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดูแลประเทศไทย ให้เร่งออกนโยบายหาเงินเข้าประเทศ เปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการใหม่จากการแค่หยอดน้ำมันเครื่องใส่เครื่องจักรตัวเดิมชำรุดเสียหายให้หมุนไปได้ แต่ให้ใช้วิธีเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่วางระบบใหม่ให้สามารถเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์มาสองปีแล้ว นอกจากการเร่งหารายได้เข้าประเทศแล้ว อยากให้รัฐบาลใหม่กล้าตัดสินใจลดรายจ่ายงบประมาณประจำปีของประเทศไทยมีมากกว่า 60% ปรับโครงสร้างระบบราชการ และใส่ใจในการดูแลภาคธุรกิจ SMEs ให้มีความแข็งแรงเติบโตมากขึ้นเพราะตนพูดมาหลายครั้งแล้วว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรงคือประเทศมีฐานธุรกิจ SMEs แข็งแรง

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ความคาดหวังหลังเลือกตั้งแล้วเสร็จสรุปผลออกมาแล้ว อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามกรอบที่กำหนดไว้ ไม่อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าเกินกว่าระยะเวลาควรจะเป็นอีกแล้ว หยิบยกประสบการณ์ที่ผ่านมา หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป 1-3 เดือน จะส่งผลกระทบกับทิศทางการดำเนินงานของภาคเอกชน ปี 2568 มีรัฐบาลช้าทำให้เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ถูกกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 5.5-9.5 หมื่นล้านบาทสูญเสียไป หรือ ติดลบประมาณ 0.3-0.5% ของจีดีพีรวม เป็นการเสียโอกาสของประเทศไทย และความเชื่อมั่นที่มีความสำคัญที่สุด เพราะเมื่อถูกกระทบแล้วการฟื้นกลับมาทำได้ยากมาก

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง การแก้ไขเรื่องเร่งด่วนคือด้านการส่งออก อยากให้เน้นดูแลค่าเงินบาทแข็ง อาทิ การดูแลซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์ม เท่าที่ประสานงานกับหน่วยงานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ก็ทราบว่าทางธปท.จะเสนอกระทรวงการคลังให้ควบคุมการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม อาจมีข้อกำหนดบางอย่างในเชิงภาษีเพื่อจะให้อยู่ในกรอบ และจะสามารถรู้ว่าธุรกรรมออกเป็นอย่างไร

Advertisement

“ขณะนี้ภาครัฐได้เข้าไปดูแลแล้วพอสมควร ผมจึงหวังว่าจะมีการบริหารต่อเนื่องหลังมีรัฐบาลใหม่” นายธนากร กล่าว

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึงแนวคิดเชิงนโยบายต่อรัฐบาลใหม่ว่า มีความฝันว่าประเทศไทยควรเดินหน้าอย่างจริงจังในการยกเลิกการใช้เงินสด ทั้งเหรียญและธนบัตร และเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเงินดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเทา เงินดำ และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารประเทศในระยะยาว การยกเลิกเงินสดหมายถึงการนำเงินทั้งหมดเข้าสู่ระบบดิจิทัล จะทำให้ทุกการซื้อขายและการโอนเงินต้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันคนไทยมีความคุ้นเคยกับระบบดังกล่าวอยู่แล้ว เช่น ระบบพร้อมเพย์ สามารถใช้งานได้ทั่วประเทศ หากทุกคนอยู่ในระบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ จะทำให้รัฐสามารถเห็นโครงสร้างรายได้ของประชาชนได้อย่างชัดเจน ใครมีรายได้สูงควรเสียภาษีเท่าใด ใครมีรายได้น้อยควรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ รวมถึงสามารถระบุตำแหน่งของกลุ่มคนยากจนได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ระบบดิจิทัลยังช่วยลดความสูญเปล่าในการใช้งบประมาณของภาครัฐ เนื่องจากปัจจุบันมีสวัสดิการจากหลายหน่วยงานซ้ำซ้อนกัน ประชาชนบางรายได้รับความช่วยเหลือหลายทาง ขณะที่ข้อมูลไม่เชื่อมโยงถึงกัน หากนำสวัสดิการทั้งหมดเข้าสู่ระบบเดียว จะสามารถตรวจสอบการรับซ้ำซ้อน และทำให้การช่วยเหลือมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายนณริฏกล่าวว่า ระบบดังกล่าวจะช่วยให้รัฐสามารถคัดกรองผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างมีประสิทธิภาพ แยกแยะระหว่างเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพในการเติบโต กับเอสเอ็มอีพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐมาเป็นเวลานานโดยไม่สามารถพัฒนาได้ จะทำให้การสนับสนุนของรัฐมุ่งไปยังธุรกิจที่สามารถเติบโตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจได้จริง ปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี เงินเทา และการฟอกเงิน การยกเลิกเงินสดจะทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกบันทึกอยู่ในระบบ สามารถนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้