หน้าแรก เศรษฐกิจ หุ้นไทยปิดตลา...

หุ้นไทยปิดตลาด ดีดตัวยืนเหนือ 1,400 จุดรับรัฐบาลใหม่ มูลค่าซื้อขายแตะ 1 แสนล้านในรอบปีกว่า

9.02.26 | 17:33 น.

หุ้นไทยแข็งแกร่ง ดีดตัวยืนเหนือ 1,400 จุดรับรัฐบาลใหม่ มูลค่าซื้อขายแตะ 1 แสนล้านในรอบปีกว่า

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นวันนี้ว่า หุ้นเปิดตลาดภาคเช้ามาที่ระดับ 1,354.01 จุด ก่อนปิดตลาดภาคบ่ายที่ระดับ 1,400.89 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 46.88 จุด หรือบวก 3.46% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,407.74 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,384.61 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 102,112.04 ล้านบาท

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ดัชนีปรับตัวขึ้นได้อย่างร้อนแรง และสามารถยืนเหนือระดับ 1,400 จุดได้อย่างแข็งแกร่ง ภายใต้ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มมากขึ้นระดับกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นปริมาณสูงสุดในรอบ 1 ปีกว่า จากเดิมวันที่ 6 กันยายน 2567 มูลค่าการซื้อขายขึ้นไปแตะที่ระดับ 107,404 ล้านบาท โดยสาเหตุมาจากแรงคาดหวังหลังผลการเลือกตั้งออกมามีความชัดเจนมากขึ้น จะได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาได้เร็วกว่าเดิม เพราะพรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนเสียงมากสุด และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ประกาศนโยบายเศรษฐกิจไว้หลากหลาย จึงมีแรงซื้อเข้ามาสนับสนุนดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวได้อย่างดี

“ต้องติดตามว่าพรรคอันดับหนึ่งจะสามารถรวมเสียงข้างมากได้เร็ว และพรรคฝั่งรัฐบาลจะไม่มีการกระจายตัวมากนักหรือไม่ เพราะจะมีผลต่อการทำนโยบายตามที่ประกาศไว้ได้เร็วมากน้อยเท่าใด แต่เชื่อว่าผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น สะท้อนการจัดตั้งรัฐบาลที่คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน และเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจากการรวมกันของพรรคการเมืองเพียงไม่กี่พรรค ซึ่งถือเป็นกรณีที่ดีที่สุดที่เคยประเมินไว้ว่า มีโอกาสหนุนให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้ในระดับ 2%-3% ในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง” นายณัฐพล กล่าว

นายณัฐพล กล่าวว่า ขณะที่ไทม์ไลน์ในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ต้องรอการรับรองผลอย่างเป็นทางการของ กกต.แต่ด้วยความที่คะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยทำได้สูงกว่าคาดมาก จึงมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล (จากอำนาจในการต่อรองที่สูง) ได้เร็วกว่าคาดเช่นกัน อีกทั้ง เนื่องจากแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เป็นรัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันอยู่แล้ว จึงทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น และคาดว่าจะสามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจบางส่วนที่เคยถูกให้ชะลอในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดตัวมากเกินไปได้