หน้าแรก เศรษฐกิจ ทิสโก้ วิเครา...

ทิสโก้ วิเคราะห์การเมืองชัดลุ้นหุ้นไทย1500จุด คนละครึ่งพลัส2ดันจีดีพีโต1.8%

10.02.26 | 17:50 น.

การเมืองชัดลุ้นหุ้นไทย1500จุด
 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีความชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทย จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทั้งนี้ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจนท่ามกลางความคาดหวังว่า จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี แทนเฉลี่ย 2% ต่อปี

โดยเงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ

 

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันรัฐบาลใหม่ควรเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายที่ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์เร่งด่วน โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ คือโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย

Advertisement

ทั้งนี้ หากมีการนับคะแนนใหม่ในบางเขต ตนเชื่อว่าการที่พรรคอันดับ1 มีคะแนนค่อนข้างห่างจากพรรคอันดับ2 ทำให้มีโอกาสน้อยที่จะเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง ดังนั้นจึงไม่สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน แต่ว่าความเสี่ยงอาจมาจากความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งตนคาดว่าน่าจะลงตัวได้และไม่ล่าช้า

คนละครึ่งพลัส2ดันจีดีพีโต1.8%
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า การดำเนินนโยบายต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง โดยปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66% ต่อจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกรอบเพดานที่ 70% มากขึ้น ดังนั้น การยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่นี้ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่เช่นกัน นอกจากนี้ การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8%

สำหรับภาพระยะยาว TISCO ESU มองว่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้และคนทำงานที่จริงจัง หากองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วนจะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศ และตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง