สอท.หวังรบ.ดันลงทุน 1.8 ล้านล. ลดภาระปชช.-ปราบคอร์รัปชั่น ขอรมต.มีความรู้-สานต่ออีวี
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งปี 2569 และแนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลว่า สิ่งสำคัญที่ภาคเอกชนต้องการคือ อยากเห็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากและมีเสถียรภาพทางการเมืองอยู่จนครบวาระ 4 ปี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งตามคำขอส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เมื่อปี 2568 มีผู้ยื่นลงทุน ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท ที่จะมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเป็นเม็ดเงินจำนวนมากที่รอความชัดเจนทางนโยบายทางการเมือง
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยรอเม็ดเงินจากนักลงทุนจากชาวไทยและชาวต่างชาติมานานหลายปีหากมีการลงทุนในประเทศที่มากพอ จะทำให้เกิดการลงทุนมากขึ้น การจ้างงานมากยิ่งขึ้น ประชาชนจะมีรายได้และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น สามารถชำระหนี้ได้มากขึ้น และมีเงินเหลือที่จะไปซื้อสินค้าอุปโภคบรบิโภคต่าง ๆ ได้มากขึ้น ผู้ผลิตก็จะผลิตและขายได้มากขึ้น ก็จะวนเวียนเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ประมาณ 3-4% ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจดีขึ้นธนาคารจะกล้าปล่อยสินเชื้อเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น สิ่งนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปีนี้น่าจะเป็นปีที่จะเริ่มต้นเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลยังต้องรอความชัดเจนในการจับขั้วระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ โดยถ้าหากมีการรวมเสียงได้มากกว่า 300 เสียง จะช่วยให้รัฐบาลมีความมั่นคงมีเสถียรภาพมากขึ้นและจะสามารถอยู่ได้จนครบวาระ และสิ่งที่อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการคือ ลดภาระค่าใช่จ่ายของประชาชน อาทิ ลดดอกเบี้ย ลดการชำระงวด ลดค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทางต่าง ๆ ที่เป็นภาระ ซึ่ง เมื่อปรับดอกเบี้ยลง ประชาชนจะจ่ายเงินต้นได้มากขึ้นทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงในระยะยาว
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน โดยยึดหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และกติกาเดียวกันสำหรับทุกฝ่าย ไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือคอร์รัปชัน เพื่อให้นักลงทุนไทยและต่างประเทศมั่นใจว่าสามารถดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง นอกจากนี้ ไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของแรงงานให้ตอบโจทย์และสอดคล้องกับปัจจุบัน เช่น การพัฒนาด้านเทคโนโลยี AI ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ หรือ เซมิคอนดักเตอร์ ที่จะช่วยดึงนักลงทุนเข้ามาในประเทศ ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เหมือนในอดีต
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการแต่งตั้งรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ควรคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถตรงกับงานอย่างแท้จริง และต้องปฏิบัติหน้าที่ตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณที่ให้ไว้ต่อรัฐธรรมนูญ คือทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน พร้อมผลักดันให้เศรษฐกิจเกิดความเจริญและประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นายสุรพงษ์ กล่าว
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมต้องการเห็นมาตรการกระตุ้นการผลิต เพราะปัจจุบันการใช้กำลังการผลิตยังต่ำกว่า 60% จำเป็นต้องเพิ่มความต้องการซื้อในระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้โรงงานผลิตเพิ่ม ซึ่งจะทำให้แรงงานภาคอุตสาหกรรมกว่า 10 ล้านคน มีงานและรายได้เพิ่มขึ้น เราอยากให้มีการสานต่อนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า ส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนในประเทศ เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตทั้งรถยนต์น้ำมันและรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับตลาดโลก โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศใช้มาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการส่งออกและการลงทุนระยะยาว

