KKP ห่วงศก.เสี่ยงแม้การเมืองนิ่ง แนะคุมรายจ่าย-สกัดคอร์รัปชั่น สร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนศก.ใหม่
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยถึงแนวโน้มในการจัดตั้งรัฐบาลว่า จากผลการเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงค่อนข้างเยอะ คงเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และได้ผลักดันนโยบายหลักๆ ของตนเองได้ ทั้งนี้ในการจัดตั้งรัฐบาลคาดว่ามี 2 สูตร คือมีพรรคเพื่อไทย หรือไม่มีพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตามคิดว่าขณะนี้มีข้อดีที่รัฐบาลน่าจะมีความมั่นคง สำหรับสมัยก่อนๆที่รู้สึกว่าคะแนนเสียงค่อนข้างปริ่มน้ำ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การสร้างรัฐบาลผสมให้มีความเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่น และฟื้นเศรษฐกิจ ต้องดูทั้งนโยบายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยสถานการณ์ปัจจุบันมีเคสของการใช้นโยบายระยะสั้นเพื่อจะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญมากกว่า คือ นโยบายระยะยาว เพราะตอนนี้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยเจอกับปัญหาโครงสร้างเต็มไปหมด สมมุติว่าโฟกัสแค่ระยะสั้น แต่ไม่แก้ไขปัญหาระยะยาวนั่น เศรษฐกิจไทยก็ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ทั้งนี้อยากเห็นนโยบายที่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เร่งดึงดูดการลงทุน หรือเป็นนโยบายที่สนับสนุนให้มีการลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันปัญหาคอร์รัปชันนั่นเป็นอุปสรรคของการลงทุนและการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ หากไม่มีความเชื่อมั่นในประเด็นพวกนี้ จะทำให้คนค่อนข้างเป็นห่วงหรือไม่มีความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในเมืองไทย ซึ่งเป็นวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข
นายพิพัฒน์ กล่าวถึงข้อเสนอแนะต่อการจัดตั้งรัฐมนตรีเศรษฐกิจในแต่ละกระทรวงว่า รัฐมนตรีต้องเป็นคนที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ เข้าใจปัญหาของประเทศ อาทิ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาโครงสร้าง และสามารถผลักดันนโยบายที่ถูกต้อง มีความซื่อสัตย์สุจริต และที่สำคัญคือมีมาตรการในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า งบประมาณของประเทศระยะสั้นคาดว่าเพียงพอ อย่างไรก็ตาม สำหรับปัญหาหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง คาดว่าในระยะสั้นอาจไม่มีปัญหามากนัก แต่ปัญหาระยะยาวมีแน่นอน เพราะค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในอนาคตจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อาทิ ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ สวัสดิการต่างๆ หรือเงินสมทบประกันสังคม เป็นต้น ดังนั้นเราต้องดูแลเรื่องค่าใช้จ่าย ทำรัฐให้มีประสิทธิภาพ อาจมีความจำเป็นที่ต้องพิจารณามาตรการรายได้ว่าเงินลงทุนหลายอย่างอาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบ เช่น รัฐลงทุนเองไม่ได้ก็อาจจะต้องหาเอกชนมาร่วมลงทุนด้วย เราจะได้มีเงินไปใช้ในสิ่งที่จำเป็น เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการศึกษาด้วย ทั้งนี้ ปัญหาคอร์รัปชันทำให้เงินของประเทศรั่วไหลไปเยอะมาก ดังนั้นรัฐต้องเร่งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน เพื่อให้เราได้ใช้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีการรั่วไหล
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือนขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย แต่ยังคงค่อนข้างน่าเป็นห่วง วิธีแก้ระยะยาวที่ดีที่สุดคือ การทำให้เศรษฐกิจมี เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่(new engine of growth )เพื่อให้เกิดการสร้างงานและรายได้ที่เพิ่มขึ้น เพราะต้นเหตุของหนี้ครัวเรือน คือ รายได้ที่ไม่พอรายจ่าย ดังนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแล ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรการดูแลหนี้ครัวเรือน อาทิ การให้แรงจูงใจในการปรับโครงสร้างหนี้

