อีคอนไทย เสนอสูตรตั้งทีมเศรษฐกิจใหม่ ดึงผู้เชี่ยวชาญการเงิน แก้หนี้–สภาพคล่อง-กระตุ้นกำลังซื้อ
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) เปิดเผยถึง การจัดตั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ว่า สิ่งสำคัญที่สุดภายหลังการเลือกตั้ง คือการเร่งจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม พร้อม เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งกระบวนการตรวจสอบผลการเลือกตั้งให้เรียบร้อย และยึดหลัก Gentleman Agreement ทางการเมือง เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีได้โดยเร็ว
นายธนิต กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยซึ่งมีเสียงสนับสนุนจำนวนมาก สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามกลไกทางการเมือง หากมีการรวมเสียงจากพรรคร่วมเพิ่มเติม ก็มีโอกาสได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ซึ่งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพจำเป็นต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่น เนื่องจากปัญหาการเมืองในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปถึงเศรษฐกิจ สังคม และประเด็นความมั่นคงของประเทศ
นายธนิต กล่าวว่า สำหรับด้านเศรษฐกิจ ตนเห็นว่า แม้การจัดสรรตำแหน่ง ครม. จะเป็นไปตามโควตาทางการเมือง แต่ควรให้ความสำคัญกับการตั้ง “ทีม ครม.เศรษฐกิจ” ที่มีความรู้และประสบการณ์จริง แม้จะมีรายชื่อบุคคลสำคัญที่วางตัวไว้เข้ามาดูแลด้านเศรษฐกิจ เช่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้านการพาณิชย์การค้า, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จากสายการทูต และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จากการคลัง แต่ตนมองว่ายังไม่เพียงพอเพราะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันต้องการทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและครบด้านมากกว่า จึงเสนอให้ดึงตัวแทนจากภาคธนาคารหรือผู้ที่รู้จริงเรื่องสถาบันการเงินเข้ามาเสริมทีม เพื่อแก้โจทย์ใหญ่คือ สภาพคล่องและการเข้าถึงสินเชื่อที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา
นายธนิต กล่าวว่า ตนมองว่าไม่ควรดึงนักวิชาการเข้ามา แต่ต้องการเห็นมือการเงินที่รู้วิธีปรับโครงสร้างหนี้และกลไกการปล่อยสินเชื่อ เพราะตอนนี้กำลังซื้อหายไปจากระบบจนร้านค้าในศูนย์อาหารหายไปกว่า 1 ใน 3 ตลาดสดซบเซา นี่คือสัญญาณอันตรายของเศรษฐกิจฐานราก ดังนั้นรัฐบาลใหม่ควรเร่งแก้ปัญหาการปรับโครงสร้างหนี้ และการปล่อยสินเชื่อ เพื่อเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
นายธนิต กล่าวว่า สำหรับนโยบาย Thailand 10 Plus ของพรรคภูมิใจไทย ที่มุ่งเป้าดัน จีดีพีโต 3% ตนมองว่าอาจเป็นไปได้ยาก และ คาดการณ์ปีนี้จะโตเพียง 2.2% เท่านั้น ตนจึงเสนอแนะให้ปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญ (Priority) โดยควรเน้นเรื่อง เงินในกระเป๋าและการบริโภคภายในประเทศเป็นอันดับแรก แทนที่จะให้น้ำหนักกับเรื่องระยะไกลอย่าง Green Economy หรือ Net Zero เพียงอย่างเดียว หรือให้น้ำหนักมากกว่าเรื่องปากท้องของประชาชน
นายธนิต กล่าวว่า ตนสนับสนุนหากรัฐบาลใหม่จะผลักดันมาตรการ “คนละครึ่งพลัส เฟส2” หรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอื่นๆ โดยมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นในการดึงกำลังซื้อกลับมา แต่ยอมรับว่ากังวลเรื่องงบประมาณที่รัฐบาลมีจำกัด ซึ่งมีงบประมาณจำกัดเพียง 3-4 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและส่งผลต่อการเติบโตของจีดีพีอย่างแท้จริง รวมถึงรัฐบาลใหม่ต้องเร่งจัดการประเด็นความสัมพันธ์กับกัมพูชา ซึ่งเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงไปถึงความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว หากปล่อยให้ยืดเยื้อจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

