ม.หอค้าไทย คาดตรุษจีนใช้จ่ายสะพัด 5.42 หมื่นล้านบาท ดีขึ้นในรอบ 6 ปี คนไทยเกินครึ่งมองศก.แย่อยู่มาก
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีน ระหว่าง 1-6 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชน 1,288 รายทั่วประเทศ พบว่า 43.4% จะไหว้เจ้า และในจำนวนนี้ 50.9% ระบุไหว้เป็นประจำทุกปี โดย 42.5% คงซื้อของเซ่นไหว้ในตลาดสด ส่วนอีก 47% ซื้อตามห้างค้าปลีก ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อของเซ่นไหว้เท่าเดิม ส่วนสินค้าใดราคาสูงขึ้นก็จะลดจำนวนชิ้นที่ซื้อ แม้ 52.9% มองว่าตรุษจีนปีนี้จะคึกคักเท่าเดิม แต่พบว่าประชาชนระมัดระวังใช้จ่าย สะท้อนจากระบุใช้เงินใช้จ่ายมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ ระบุใช้จ่ายเท่าเดิม 35.2% เพิ่มขึ้น 33.9% อีก 30.9% ลดลง อย่างไรก็ตาม ปีนี้มีการวางแผนท่องเที่ยวในต่างประเทศมากขึ้น และพรที่ต้องการขอให้ตนเอง คือ ขอให้ตนเองและครับครัวมีโชคลาภและร่ำรวยเงินทอง
โดยภาพรวมประเมินเงินสะพัดในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 ซึ่งตรงกับ 17 กุมภาพันธ์ คาดมีมูลค่า 5.42 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 5% จากปีก่อน ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี นับจากปี 2564
“เงินสะพัดตรุษจีนปีนี้ขยายตัวได้ 5% นับว่าดี แม้พฤติกรรมจะเห็นการระมัดระวังจะใช้เงิน แต่ยังโต ส่วนหนึ่งเป็นควันหลงจากเลือกตั้งที่มีเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นที่สูงขึ้น สะท้อนความเชื่อมั่นต่ออนาคตว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น จึงมีผลต่อการใช้จ่าย ทำให้ร้านค้าระบุว่าเตรียมสต๊อกสินค้าและคาดหวังรายได้เพิ่มขึ้น 5.2% “ นายธนวรรธน์ กล่าว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า แต่อย่างไรก็ตามยังเห็นภาพมุมมองเศรษฐกิจแบบไซต์เวย์ สะท้อนจากทัศนะต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันจากทุกภาค ส่วนใหญ่กว่า 30% มองว่าไม่เปลี่ยนแปลง และเกิน 50% มองว่าเศรษฐกิจยังแย่และแย่มาก และจีดีพีขยายตัวได้ต่ำแค่ 1.5-1.7% ปัจจัยที่มีผลต่อมุมมองเศรษฐกิจยังไม่ดี หลักๆ คือ 1. ราคาสินค้าเกษตรยังต่ำ อาทิ ข้าวเปลือก ดึงกำลังซื้อต่างจังหวัดซึมตัว 2. การส่งออกมีแนวโน้มย่อตัว กระทบต่อการตัดสนใจลงทุนและขยายธุรกิจใหม่ๆ 3. ภาคท่องเที่ยวแม้ตัวเลขต่างชาติดีขึ้น เดือนมกราคมรวม 3.2 ล้านคน แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนอยู่ที่ 3.7 ล้านคน 4. งบประมาณภาครัฐ ยังต้องยึดกรอบงบประมาณเดิม เพราะต้องรอการจัดตั้งครม.ใหม่ ทำให้เงินงบใหม่ลงระบบพัฒนาโครงการยังไม่ชัดเจน 5. สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ
“ประเมินว่าตามขั้นตอนหลังเลือกตั้ง ในการจัดตั้งรัฐบาล ได้ครม.ใหม่ และเริ่มทำงานได้จริงประมาณเดือนพฤษภาคม และหากครม.ใหม่ ออกมาตรการกระตุ้นต่างๆ เช่น คนละครึ่งพลัส ล็อตแรกก็น่าจะ 4-5 หมื่นล้านบาท เร่งเบิกงบค้างท่อเข้าระบบ จะเริ่มมีผลต่อเศรษฐกิจในไตรมาส 3 แต่หากยืดเยื้อออกไปกว่าเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนได้ ก็ไตรมาส 4 จึงเชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลน่าจะทำโดยเร็ว” นายธนวรรธน์ กล่าว

