รองเลขาฯสอท. จี้ กกต. เคลียร์ปมเลือกตั้ง เร่งพรรคอันดับ 1 ตั้งรบ.กระตุ้นเศรษฐกิจ-ล้างคอร์รัปชั่น
วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2569) ที่ จ.นครราชสีมา นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า “ประเด็นเร่งด่วนอันดับแรกที่ต้องดำเนินการ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาความข้องใจในผลการเลือกตั้งบางเขตที่ยังมีข้อกังขาให้เกิดความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่ง
เนื่องจากในบางจุดมีเหตุการณ์ที่ค้านสายตาประชาชนอย่างรุนแรง ทั้งกรณีบัตรเขย่ง และการนับคะแนนที่เป็นข้อถกเถียง ซึ่งพบว่า มีกระดาษปิดทับช่องกากบาทจนไม่สามารถมองเห็นได้ว่า เป็นการลงคะแนนให้เบอร์ใด ซึ่ง กกต.จะต้องพิสูจน์ออกมาให้ชัดเจนว่า เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้กาบัตรหรือไม่ โดยอาจจะต้องมีการนับคะแนนใหม่ หรือดำเนินการใดๆที่แสดงถึงความโปร่งใสในจุดที่เห็นปัญหาชัดเจน ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเครื่องมือในการสร้างศรัทธาให้กับประชาชน ว่า การเลือกตั้งคือวิธีการแก้ปัญหาของประเทศ แม้ตนเองจะยอมรับว่า ไม่สามารถแก้ได้ทุกเรื่องก็ตาม
ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าอีกพรรคนั้น ถือเป็นเรื่องปกติของการเลือกตั้ง ซึ่งผู้ที่แพ้อาจจะรู้สึกชอกช้ำใจบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ หากการนับคะแนนมีความยุติธรรมและเป็นที่ยอมรับได้ ประเทศก็ต้องเดินหน้าต่อด้วยการเปิดสภาฯ และรับรอง สส.ในส่วนที่ไม่มีปัญหาไปก่อน เพื่อเข้าสู่กระบวนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ แทนรัฐบาลรักษาการที่ไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญได้”
นายหัสดิน ระบุต่อไปว่า “จากผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการที่พรรคภูมิใจไทย ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 นั้น ตนเองเห็นว่า พรรคแกนนำควรเร่งรวบรวมเสียงให้ได้มากกว่า 300 เสียง เพื่อให้เกิดเสถียรภาพที่มั่นคงในการบริหารราชการแผ่นดิน และการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน อยู่ในภาวะที่ย่ำแย่มาก โดยมีอัตราการเติบโตของจีดีพี (GDP) ต่ำที่สุดเป็นอันดับท้ายๆ ของกลุ่มประเทศในอาเซียนต่อเนื่องมานานหลายปี ส่งผลให้กำลังซื้อของพี่น้องประชาชนลดลงอย่างน่าใจหาย
โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทั้งกรณีของข้าวขาวที่ราคาตกต่ำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และยังไม่ได้รับการแก้ไข รวมถึงเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนจากประกาศราคาของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย ส่วนกรณีข้าวหอมมะลิ แม้ราคาจะอยู่ในเกณฑ์ดี แต่เกษตรกรกลับประสบปัญหาผลผลิตน้อย ทำให้เงินในกระเป๋าของเกษตรกรโดยรวมยังคงวิกฤต ซึ่งตนเองเห็นว่า กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาดูแลเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรอย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้”
นอกจากนี้ นายหัสดิน ยังได้แสดงความกังวลถึงปัญหาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกับมิติความมั่นคง โดยเฉพาะอุปสรรคทางการค้าชายแดนที่ทำให้ตัวเลขการค้าลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของกัมพูชาและเมียนมา โดยเฉพาะด่านแม่สอด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ยังคงปิดตัวลง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังเมียนมา แม้จะมีการเปลี่ยนไปใช้เส้นทางด่านระนองหรือจุดอื่นแทน แต่ก็ไม่สามารถทดแทนปริมาณการค้าที่ด่านแม่สอดได้
ตนเองจึงเห็นว่า “รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาชายแดน และออกไปสร้างภาพลักษณ์สินค้าไทยในตลาดโลกให้เข้มแข็งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันไทยต้องเผชิญกับการรุกคืบของสินค้าจากประเทศจีนที่เข้ามาถล่มตลาด ทั้งในไทยและตลาดโลกอย่างหนัก ขณะเดียวกันรัฐบาลจะต้องเร่งเยียวยาและหาแผนรองรับให้นักลงทุนไทยที่ไปสร้างฐานการผลิตในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นซัพพลายเชนในอาเซียนพลัส (ASEAN Plus) แต่กลับต้องเผชิญความเสียหายจากปัญหาความไม่สงบและการปิดด่านการค้า”
นายหัสดิน ยังกล่าวเสริมถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น อย่าง “คนละครึ่งพลัส” ว่า “เป็นสิ่งที่ประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยมีความต้องการ และรัฐบาลควรพิจารณาดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก และที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องภาพลักษณ์และความโปร่งใสของประเทศไทย โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อันดับความโปร่งใสและการคอร์รัปชันของไทยตกลงมาโดยตลอด
ซึ่งปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ถือเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกินงบประมาณภาครัฐ และทำลายนิรันดรภาพในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ หากรัฐบาลสามารถควบคุมและลดปัญหาคอร์รัปชันที่ปัจจุบันอาจสูงถึง 30% ได้ จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่าการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆ หรือแม้แต่โครงการคนละครึ่งพลัสเสียด้วยซ้ำ รัฐบาลใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการเรียกคืนศรัทธาต่อองค์กรอิสระ และความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาครัฐให้กลับคืนมา ทั้งในสายตาคนไทยและสังคมโลก
เนื่องจากสื่อต่างชาติหลายสำนัก ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่โปร่งใสและการทุจริตในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างกว้างขวาง ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศอย่างรุนแรง และรัฐบาลใหม่ต้องถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขโดยเร็วที่สุด” นายหัสดิน กล่าว

