หน้าแรก เศรษฐกิจ ม.หอการค้า ชี...

ม.หอการค้า ชี้ เวิลด์แบงก์หั่นจีดีพีไทยโต 1.6% สอดคล้องแล้ว แม้ดัชนีเชื่อมั่นฟื้นทุกตัวรอบ 11 เดือน

12.02.26 | 15:10 น.

ม.หอการค้า ชี้ เวิลด์แบงก์หั่นจีดีพีไทยโต 1.6% สอดคล้องแล้ว แม้ดัชนีเชื่อมั่นฟื้นทุกตัวรอบ 11 เดือน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า กรณีธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย หรือ GDP ปี 2569 ล่าสุดจะชะลอลงเหลือโตเพียง 1.6% สอดคล้องกับแทบทุกสำนักวิเคราะห์ในไทย และม.หอการค้าที่ประเมินไว้ตั้งแต่ปลายปี 2568 ว่าจะโตประมาณ 1.6% โดยช่วงไตรมาส 1/2569 ที่ยังอยู่ในระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ประมาณ 0.8-1.2% และในปี 2570 จีดีพีจะโตประมาณ 2.2% สอดคล้องกับเวิลด์แบงก์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คาดการณ์ไว้

สะท้อนถึงตัวเลขเศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ต่ำกว่า 3% อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เจอโควิด-19 เป็นต้นมา โดยพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ปรับตัวดีขึ้นในทุกตัวชี้วัดเป็นครั้งแรกในรอบ 11 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 สะท้อนถึงภาคธุรกิจเริ่มเห็นสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้นแล้ว

ผู้บริโภคเชื่อมั่นมากขึ้น

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ด้านดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนมกราคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.8 ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนธันวาคม 2568 เนื่องจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงเป็นเพราะสงครามชายแดนไทยและกัมพูชา การสู้รบระหว่างกัน แต่เมื่อมีการเจรจากันมากขึ้นความกังวลก็คลายตัวลง แต่ยังไม่ได้หายไป โดยช่วงเดือนมกราคม มีการเลือกตั้ง ทำให้เกิดความคึกคักและมีเม็ดเงินสะพัด ส่งผลต่อช่วงตรุษจีนมีเงินสะพัดขึ้น 5% การใช้จ่ายวันวาเลนนไทน์โตขึ้น 7% สะท้อนความหวังถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม ตามที่ได้หาเสียงไว้ไม่ว่าจะพรรคใดก็ตามแต่ โดยเฉพาะกระตุ้นผ่านการแจกเงินที่หลายพรรคประกาศไว้ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อาทิ คนละครึ่งพลัส ทำให้ประชาชนคาดหวังและมองในเชิงบวกมากขึ้น

Advertisement

“ประชาชนมีความเชื่อมั่นเชิงบวกมากขึ้น แต่บวกเล็ก โดยดัชนีความเชื่อมั่นปัจจุบันบวก 0.6-0.7% แต่อนาคตบวกประมาณ 1% ทำให้ภาพของความเชื่อมั่นค่อยๆ กลับมา แต่สถานการณ์บั่นทอนก็ยังมีอยู่ อาทิ ปัญหาแนวชายแดน ราคาพืชผลทางการเกษตรไม่เด่นนัก เศรษฐกิจซึมตัว ไม่มีกำลังซื้อ จึงเป็นปัจจัยลบต่อเนื่อง ทำให้เดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม จะเป็นช่วงที่วัดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นจะดีดตัวได้ต่อเนื่องหรือไม่ หากดีดตัวขึ้นได้ ความเชื่อมั่นและการบริโภคจะเริ่มกลับมาได้” นายธนวรรธน์ กล่าว

ดัชนีเชื่อมั่นต่ำร้อยสะท้อนภาพลบ

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 46.4 เพิ่มขึ้น 45.5 จากดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม 50.5 เพิ่มขึ้นจาก 49.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต 61.6 เพิ่มขึ้นจาก 60.5 เป็นการปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนธันวาคม แต่การที่ดัชนีทุกรายการยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน

แม้หลังเลือกตั้งแล้วเสร็จ ความเชื่อมั่นด้านการเมืองมีมากขึ้น การมีรัฐบาลใหม่ น่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้ดัชนีความสุขเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อรายได้และค่าครองชีพน่าจะคลายตัวได้ ดัชนีค่าครองชีพจึงอยู่ในแง่บวกเช่นกัน ความสำคัญคือ 1.การมีพรรคร่วมรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ 2.นโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้ และ 3.โฉมหน้าคณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นที่ยอมรับ