นักวิชาการแนะรัฐบาล ต้องมี ‘เครื่องยนต์ใหม่’ ดันเศรษฐกิจ สร้างเชื่อมั่นปชช.-นักลงทุน เตือนไทยตกชั้นอาเซียน
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) เปิดเผยถึง กรณีที่ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 เหลือ 1.6% จากเดิม 1.8% ว่า มองว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น่าแปลกใจ เนื่องจากสอดคล้องกับการประเมินของหน่วยงานอื่นทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง
นายสมภพ กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจไทยถูกประเมินการเติบโตในระดับต่ำ สะท้อนชัดว่ารัฐบาลชุดใหม่จำเป็นต้องออกแรงให้มากขึ้นเพราะถือเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไทยถูกมองว่าขาดเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หากยังคงฝากความหวังไว้กับนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างศักยภาพการเติบโตในระยะยาว นโยบายประชานิยม จะไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ รัฐบาลต้องทำงานเชิงรุก มี ‘มุกใหม่’ หรือพิมพ์เขียวที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรระหว่างประเทศ เพราะถ้าไม่มีมุกใหม่ เศรษฐกิจก็คงบวกหรือลบจากกรอบนี้ไม่มากนัก
นายสมภพ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยต้องมีแผนพัฒนาที่ชัดเจน สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชน นักลงทุน และองค์กรระหว่างประเทศได้ พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงเน้นแค่การเปลี่ยนตัวบุคลากร แต่ต้องเปลี่ยน เนื้อหา แผนงาน มุมมอง และวิธีการพัฒนาอย่างแท้จริง และ ในส่วนของทีมเศรษฐกิจ ตนมองว่าการดึง บุคลากรหน้าใหม่ เข้ามาทำงานเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ไม่ใช่เปลี่ยนเพียงภาพลักษณ์ ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญของนโยบายให้ชัดเจน ว่าจะทำอะไร ก่อนหรือหลัง ทำอย่างไร และทำเมื่อใด ภายใต้บริบทความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
นายสมภพ กล่าวว่า เมื่อมองในระดับภูมิภาค ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน ซึ่งอยู่ที่ราว 4–5% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าไทย ตกชั้นในเวทีอาเซียน โดยเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ไม่ถึงครึ่งของค่าเฉลี่ยภูมิภาค ทั้งที่มีศักยภาพพื้นฐานสูงกว่าในหลายมิติ สำหรับประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียนที่ต้องจับตามอง ตนมองว่า ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโครงสร้างเศรษฐกิจคล้ายกับไทย และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จนอาจแซงหน้าไทยได้ภายใน 2–3 ปี หากไทยไม่เร่งปรับตัว ส่วนประเทศ สิงคโปร์ แม้เศรษฐกิจจะเติบโตไม่หวือหวาในปัจจุบัน แต่มีขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงกว่าไทย ทั้งที่มีประชากรเพียงราว 5 ล้านคน สะท้อนถึงประสิทธิภาพเชิงโครงสร้างที่ไทยควรนำมาเป็นบทเรียน
“คำถามสำคัญคือ ไทยจะแข่งกับเวียดนามอย่างไร และไทยจะสู้เวียดนามอย่างไร รัฐบาลใหม่ต้องคิดให้ได้ว่าจะสร้างความแตกต่างอย่างไรให้ไทยฉีกออกจากการแข่งขันแบบเดิม และต้องไม่ใช่แผนสวยหรูบนกระดาษ แต่เป็นแผนที่จับต้องได้ ทำได้จริง ทำอย่างไร เมื่อไร และโดยใคร” นายสมภพ กล่าว

