ถอดรหัส ‘เวียดนามดิจิทัล’
เมื่อการศึกษาไม่ใช่แค่ ‘อ่านออกเขียนได้’
แต่คือการสร้าง ‘กองทัพเถ้าแก่ไฮเทค’
ใ นหลายปีที่ผ่านมา หากจะถามว่าประเทศใดในภูมิภาคอาเซียนที่มี “อัตราเร่ง” ในการปฏิรูปโครงสร้างประชากรผ่านการศึกษาได้น่าเกรงขามที่สุด คำตอบย่อมหนีไม่พ้น “เวียดนาม” ประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงฐานการผลิตและแรงงานราคาถูก แต่วันนี้พวกเขากำลังสลัดภาพจำเหล่านั้นทิ้ง แล้วแทนที่ด้วยภาพของ “Digital Powerhouse” ที่มีเข็มทิศมุ่งหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงแค่ยอดการส่งออกสมาร์ทโฟนหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่พุ่งสูงขึ้น แต่คือ “ไส้ใน” ของระบบการศึกษาที่กำลังถูกรื้อและสร้างใหม่ ภายใต้แนวคิด Digital Literacy 4.0 ซึ่งผมมีโอกาสได้เห็นต้นแบบที่เป็นรูปธรรมที่สุดเมื่อครั้งไปเยือน มหาวิทยาลัยเอฟพีที (FPT University) มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้ตำรา ที่ถูกออกแบบให้สร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้ “อนาคต”
นโยบายรัฐ : จากการลบความเขลา
สู่ ‘รุกฆาต’ ทางเทคโนโลยี
รัฐบาลเวียดนามไม่ได้มองว่า Digital Literacy คือความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น แต่พวกเขานิยามมันว่าเป็น “ทักษะการอยู่รอด” (Survival Skill) ภายใต้ยุทธศาสตร์ National Digital Transformation Program รัฐบาลฮานอยตั้งเป้าสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีมูลค่าถึง 30% ของ GDP ภายในปี 2030 กุญแจสำคัญคือการทำสิ่งที่เรียกว่า “Digital Disruption in Education” โดยรัฐบาลผลักดันให้มีการสอนเขียนโปรแกรม (Coding) ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา และที่สำคัญที่สุดคือการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับภาคเอกชนในลักษณะเนื้อเดียวกัน เวียดนามไม่ได้มองว่า Tech Startup เป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม แต่เป้าหมายของเขาคือทำให้ประชากรทุกระดับให้สามารถใช้เทคโนโลยีสร้าง “โมเดลธุรกิจใหม่” ได้จริง
FPT University : จิ๊กซอว์ตัวสำคัญของนิเวศระบบการศึกษา
จากการที่ผมพร้อมคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ได้มีโอกาสไปเยี่ยมและสัมผัสบรรยากาศที่ FPT University สิ่งที่เห็นได้ทันทีคือความรู้สึกเหมือนอยู่ในสำนักงานของบริษัท Tech ในซิลิคอนวัลเลย์มากกว่าสถานศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยแห่งนี้คือผลิตผลของ FPT Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านไอทีอันดับหนึ่งของเวียดนาม ซึ่งนี่คือ “จุดแข็ง” ที่ทำให้กระบวนการเรียนรู้ของที่นี่ต่างจากมหาวิทยาลัยดั้งเดิม หลักสูตรของ FPT ถูกออกแบบมาให้เป็น “Startup Sandbox” อย่างแท้จริง ผ่าน 3 เสาหลักที่ไทยควรเอาอย่าง ได้แก่
1.การเรียนรู้ที่เริ่มต้นจาก ‘โจทย์จริง’ (Work-Based Learning) นักศึกษาที่นี่ไม่ได้เรียนเพื่อสอบ แต่เรียนเพื่อแก้ปัญหา ในระดับปีที่ 3 นักศึกษาเกือบ 100% จะต้องผ่านการฝึกงานในโครงการจริง (On-the-Job Training) ไม่ใช่แค่การไปถ่ายเอกสารหรือชงกาแฟ แต่เป็นการเข้าไปอยู่ในทีมพัฒนา Software หรือโครงการ AI ของ FPT Software ที่มีลูกค้าอยู่ทั่วโลก ทำให้พวกเขารู้ว่า “ความล้มเหลวในโลกจริง” หน้าตาเป็นอย่างไรก่อนจะเรียนจบ
2.ภาษาอังกฤษและการปรับตัวระดับสากล (Global Readiness)
: FPT บังคับใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการเรียนการสอนวิชาเฉพาะทาง นั่นเพราะเวียดนามรู้ดีว่าหากจะสู้ในศึก Tech Startup ภาษาท้องถิ่นคืออุปสรรค นักศึกษาที่นี่จึงถูกฝึกให้ Pitching งานเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว พร้อมจะกระโดดเข้าสู่เวทีระดมทุนในระดับนานาชาติได้ทันที
3.บ่มเพาะวิญญาณผู้ประกอบการ (Entrepreneurship DNA) : มีการจัดตั้ง Startup Center ที่ทำงานอย่างเป็นระบบ มีการจัดหานักลงทุน (Angel Investors) และผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมมาเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ให้นักศึกษาที่มีไอเดียเจ๋งๆ ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ การมี “Role Model” ที่เป็นรุ่นพี่ซึ่งประสบความสำเร็จในการขาย Startup หรือระดมทุนได้หลักล้านเหรียญ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ทำให้เด็กเวียดนามกล้าเสี่ยง
ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยอย่าง FPT ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่มันถูกหล่อเลี้ยงด้วยแคมเปญ “Make in Vietnam” ของกระทรวงข้อมูลและการสื่อสาร (MIC) ที่เปลี่ยนบทบาทจากผู้รับจ้างผลิต (Outsourcing) มาเป็นผู้ออกแบบและสร้างนวัตกรรมเอง ปัจจุบันเวียดนามมีสตาร์ตอัพระดับ “ยูนิคอร์น” และว่าที่ยูนิคอร์นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในสาขา Fintech, EdTech และ E-commerce สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะ “ระบบนิเวศ” ที่เอื้ออำนวย ตั้งแต่กฎหมายที่เอื้อต่อการลงทุน ไปจนถึงการสนับสนุนจากภาคการศึกษา
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย เรามีข้อดีเรื่องโครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ตที่ครอบคลุมและการปรับตัวของผู้บริโภคที่รวดเร็ว แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ “ความเข้มข้นของการปั้นผู้สร้าง” การศึกษาไทยยังคงติดอยู่ในกรอบของการผลิตแรงงานเพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรมแบบเดิม (OEM) ในขณะที่เวียดนามกำลังก้าวข้ามไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี (IP Owner) ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดจาก FPT University คือความเร็ว (Agility) ในการปรับหลักสูตรที่สามารถเปลี่ยนได้ทุกเทอมเพื่อให้ทันโลก AI แต่ของไทยเราอาจต้องใช้เวลาหลายปีในการรออนุมัติจากสภาวิชาการ การไปเยือนเวียดนามและ FPT University ในครั้งนี้ ทำให้ผมตระหนักว่า “Digital Literacy” ของเขาไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงเทคโนโลยี แต่หมายถึง “การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ” เวียดนามกำลังใช้การศึกษาเป็นอาวุธในการเปลี่ยนผ่านประเทศจากเกษตรกรรมสู่นวัตกรรมอย่างเป็นระบบและมีเอกภาพ หากไทยยังไม่เร่งสร้างระบบนิเวศการศึกษาที่เอื้อต่อการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลอย่างจริงจังแบบที่ FPT ทำ เราอาจจะไม่ได้แค่ตามหลังเขาในแง่ของ GDP แต่เราจะสูญเสีย “สมอง” และ “โอกาส” ของคนรุ่นใหม่ให้กับประเทศที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนกว่า
บทเรียนจากฮานอยในวันนี้ คือเสียงเตือนดังๆ ถึงรัฐบาลใหม่ว่า: ถึงเวลาเลิกสอนให้เด็ก ‘จำ’ แล้วเริ่มสอนให้เขา ‘สร้าง’ ก่อนที่คำว่า Make in Thailand จะเป็นเพียงอดีตที่ไม่มีใครจดจำ

