กำลังซื้อซบเซา สะท้อน สังคมกำลังเสพติดมาตรการแจกเงินของรัฐ ชี้ รอรัฐแจกเงิน เศรษฐกิจโตไม่ถึง 1 % แถมระบบฐานรากอาจติดลบ
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ นายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง- ปลีกไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังซื้อและการค้าขายของผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายย่อย (โชห่วย) อยู่ในภาวะซบเซาและกำลังซื้อไม่ฟื้นตัวตามคาดหวัง รวมทั้งสต๊อกสินค้าน่าจะล้นประเทศ หลังจากการส่งออกสินค้าไทยไปกัมพูชาชะงักจากปัญหาชายแดนและกำลังซื้อจากแรงงานกัมพูชากลับประเทศที่หายไป และวิถีการค้าแบบเดิมจากเคยเปิดริมถนนเลิกเพิ่มหรือย้ายไปเปิดในซอยหรือถนนย่อยแทน
จากปัจจัยดังกล่าวสะท้อนถึงยอดขายช่วงเกือบ 2 เดือนแรกปี 2569 นี้ ในกลุ่มโชห่วยเก่าแก่ยอดขายติดลบ 30-40% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แต่กลุ่มร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่หรือคอนวีเนียนสโตร์ยอดขายยังบวก แต่อาจโตได้ต่ำแค่3-5% จึงส่งผลต่อภาพรวมค้าส่งค้าปลีกโดยรวมของไทยยังติดลบประมาณ 10%
“ประเด็นที่ทำให้การค้าไม่คึกคักเท่าที่ควร แม้อยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน เพราะกำลังซื้อหายไป ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่มีงบประมาณรัฐจากมาตรการแจกเงินหรือให้เงินผ่านโครงการกระตุ้นใช้จ่ายออกมา พอเงินจากโครงการรัฐหมดลง กำลังซื้อและการค้าก็ซบเซาลงทันที ถือว่าเป็นสัญญาณไม่ดี สะท้อนว่า สังคมกำลังเสพติดมาตรการแจกเงินของรัฐ จะกลายเป็นอันตรายอย่างมากในอนาคต เชื่อว่าตอนนี้คนส่วนใหญ่ รอว่าเมื่อเลือกตั้งเสร็จและจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ก็จะมีมาตรการกระตุ้นใช้จ่ายรัฐแจกเงินอีกรอบ ดังนั้น หากยังไม่ได้รัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ กำลังซื้อโดยเฉพาะกลุ่มฐานราก ก็จะไม่มีเงินใช้จ่าย และรัฐบาลต้องคิดใหม่แล้ว หากใช้มาตรการเดิมๆแจกเงิน ใช้หมด ก็จบ แต่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวนั้นจะคุมแค่ไหน ดูจากหน่วยงานประเมินตัวเลขเศรษฐกิจลดทอนคาดการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งสิ้น ที่ว่าไทยจะโต 1.6% ส่วนตัวผมว่าหากปล่อยให้รอเงินแจกของรัฐ เชื่อว่าเศรษฐกิจโตไม่ถึง 1 % แต่ในระบบฐานรากอาจติดลบในหลายพื้นที่ด้วยซ้ำ ” นายสมชาย กล่าว
นายสมชาย กล่าวว่า ขณะที่รอความชัดเจนของรัฐบาลและรัฐมนตรีเข้าบริหารประเทศ กลุ่มผู้ประกอบการโชห่วยได้มีการประชุมหารือต่อเนื่อง เพื่อรวบรวมปัญหาและความเห็นที่เตรียมนำเสนอกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลใหม่ ในการทำโครงการโลคัลโลว์คอสต์ (Local Lowcost) เพื่อลดผลกระทบจากการขยายตัวของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีทุนหนาและเร่งขยายสาขาไปตามต่างจังหวัด และการแบกรับต้นทุนสินค้าเพื่อขายที่มีการขยับราคาต่อเนื่อง ทั้งนี้แนวคิดในโครงการคือประสานความร่วมมือ 3 ส่วน คือผู้ผลิต ผู้ค้าส่งค้าปลีก และหน่วยงานรัฐ ในการคัดเลือกสินค้าของผู้ผลิตรายกลางและเล็ก หรือ สินค้าแบรนด์รอง เริ่มที่ 5-6 รายการ ในกลุ่มซักล้าง ชำระล้าง หรือ ของกิน แล้วนำไปวางในร้านโชห่วย และรัฐให้งบประมาณสนับสนุนเพื่อให้เกิดการซื้อขาย ผ่านการจัดทำคูปอง และการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี โดยผู้ซื้อรับคูปองแทนเงินสดจากรัฐ ไปซื้อสินค้ากับโชห่วย จากนั้นโชห่วยก็นำคูปองขึ้นเงินกับภาครัฐ โดยให้เงินสนับสนุนรายละ 400-500 บาทต่อครั้ง เป็นโครงการทำต่อเนื่องอย่างน้อย 5-6 เดือน เพื่อให้เงินเข้าระบบการค้าฐานรากโดยตรง และการนำเงินรัฐไปใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น
” หารือกันมาระยะหนึ่งแล้ว ทุกฝ่ายเห็นด้วยในแนวคิด ก็จะลงในรายละเอียดขั้นตอน และผลที่จะได้รับ ทำเป็นเอกสาร รอยื่นให้รัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ให้มีการผลักดันต่อไป วิธีนี้จะช่วยเพิ่มเงินประชาชนที่มีรายได้น้อย ช่วยผู้ผลิตเอสเอ็มอี และโชห่วยดั้งเดิม และงบประมาณไม่ให้ตกหล่น อย่างรายใหญ่เขาก็ใช้วิธีผลิตสินค้าแบรนด์ตนเอง(เฮาส์แบรนด์) เพื่อดึงฐานลูกค้ารายได้น้อย ชิงกับโชห่วยที่ต้องพึ่งพาสินค้ายี่ห้อดังเพื่อจูงใจคนเข้าบ้าน การมีกลุ่มสินค้าโลคอลก็เป็นทางหนึ่งดึงฐานลูกค้าแรงงานและผู้มีรายได้น้อย ” นายสมชาย กล่าว

