หอการค้าไทย เผยสัญญาณการบิน-ท่องเที่ยวดี 3 เดือน ทอท.กำไรอื้อ เชียร์ ครม.ฟื้นเชื่อมั่น ส.ภัตตาคาร ชง 4 ยุทธศาสตร์
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ถึงการประชุมการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ( ครม.เศรษฐกิจ) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่รัฐบาลประกาศให้ความสำคัญกับมิติต่างประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นทั้งเศรษฐกิจส่งออก ว่าสอดคล้องโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างมีเหตุผล พึ่งพาภาคการส่งออกในสัดส่วนสูง เมื่อเทียบกับจีดีพี การเร่งสร้างความเชื่อมั่นกับคู่ค้า การขยายตลาดใหม่ การเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีและการดึงดูดลงทุนโดยตรง จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาวะงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลืออยู่มีข้อจำกัด อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญด้านต่างประเทศจะเกิดผลอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อควบคู่ไปกับการปรับปรุงปัจจัยภายในประเทศ เช่น การลดต้นทุนโลจิสติกส์ พลังงาน และกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันผู้ประกอบการไทย
” สรท.พร้อมสนับสนุนการทำงานฐบาลในมิติการทูตเศรษฐกิจ และขอเสนอให้มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้การฟื้นความเชื่อมั่นและการขยายตลาดส่งออกเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ” นายธนากร กล่าว
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงแนวคิดการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ว่า ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการเมืองถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องแรกๆ ที่รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการทันที เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทั้งประชาชนและนักลงทุน การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมือง จึงถือเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับข้อเสนอของภาคเอกชนอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ผลงานของ ทอท.ที่มีกำไรสุทธิ 4.6 พันล้านบาทในช่วง 3 เดือนแรก สะท้อนให้เห็นว่าภาคการบินและการท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดครม.เศรษฐกิจ และอยากให้ทำไปพร้อมกันตามข้อเสนอต่างๆภาคเอกชนและผู้ทำมาหากิน ในส่วนของผู้ประกอบการภัตตาคาร ได้ทำข้อเสนอวาระแห่งชาติ “อาหารไทย…รากฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืน” ถึงรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเป็น เสียงสะท้อนของสมาชิกและผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยสมาคมฯ ขอเสนอ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ที่สามารถทำได้จริงทันที เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม
นางฐนิวรรณ กล่าวอีกว่า ประกอบด้วย 1. แก้กฎหมายที่ล้าหลัง ด้วยข้อมูลจริง กฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนและต้นทุนแฝงคืออุปสรรคสำคัญของผู้ตัวเล็ก เราขอเสนอให้ภาครัฐใช้กลไก “Evidence-based Policy”นำข้อมูลจากสมาคมฯ ไปใช้ตัดสินใจ มุ่งสู่การทำ Single License (ใบอนุญาตใบเดียว) และใช้พื้นที่นำร่อง เพื่อลดขั้นตอนราชการทำให้ร้านอาหารเข้าระบบได้ง่ายและโปร่งใส
2. เชื่อมโยงห่วงโซ่อาหาร ตัดวงจรคนกลาง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำแบบ K-shaped ด้วยการจับคู่ ร้านอาหารกับกลุ่มเกษตรกรโดยตรง รัฐบาลและสมาคมฯ จะร่วมมือกันสร้างระบบที่ร้านเล็กซื้อวัตถุดิบได้ในราคาที่เป็นธรรม เกษตรกรมีตลาดรองรับที่แน่นอน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการและลดค่าครองชีพให้ประชาชนไปพร้อมกัน
3. ยกระดับคนและเทคโนโลยี สู่เศรษฐกิจดิจิทัล เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่ยุคดิจิทัล ทั้งระบบ POS และ e-Tax Invoice เพื่อรองรับนโยบายรัฐ พร้อมทั้งเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน และดึงศักยภาพผู้สูงวัยเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนคนและรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีประสิทธิภาพ
4. สร้างมูลค่าเพิ่มด้วย Soft Power ท้องถิ่น ผลักดันให้ร้านอาหารในชุมชนเป็นแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยวใช้อัตลักษณ์อาหารท้องถิ่นสร้างรายได้เข้าจังหวัด เปลี่ยนจากร้านอาหารทางผ่าน ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างยั่งยืน

