แอตต้า ชี้ท่องเที่ยวสัญญาณดี ตี๋-หมวยเที่ยวเข้าไทย 3 หมื่นคน/วัน ลุ้นทั้งปี 7 ล้านคน
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนระหว่างวันที่ 13-22 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นมาก จากเฉลี่ยวันละ 13,000 คนต่อวัน เป็น 28,000 คนต่อวันและถึง 30,000คนต่อวันแล้ว หากสามารถรักษาระดับการเข้ามาเที่ยวไทย 16,000-20,000คนต่อวันได้ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ จะเป็นสัญญาณเชิงบวกมากๆ เพราะมีช่วงเทศกาลสงกรานต์ และวันหยุดยาว ช่วยดันตัวเลขเพิ่มขึ้น คาดการณ์ตลาดจีนเที่ยวไทยทั้งปี 2569 อาจถึง 7 ล้านคนได้ ถือว่าตลาดจีนเที่ยวไทยน่าจะฟื้นตัวได้ดีเทียบกับปี 2568 ที่ตัวเลขชะลอตัวมากกว่าที่คาดไว้ ทำได้ประมาณ 4.4 ล้านคนเท่านั้น
“เสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 4 เรื่อง คือ 1.ติดตาม ควบคุม ป้องกันโรคระบาด 2.สร้างความปลอดภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ต่างๆ 3.ดูแลค่าเงินอ่อนค่าลงให้ได้มากที่สุด หรือมีเสถียรภาพเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ 4.บริหารความเสี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะระหว่างไทยและกัมพูชา”
นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า หลังจัดตั้งรัฐบาลจะเข้าไปหารือ 3 เรื่อง คือ 1.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส อยากให้ส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอยในระยะ 1 ปีต่อเนื่องควบคู่ไปด้วย 2.มาตรการบริหารจัดการหนี้ไมโครเอสเอ็มอี 3.กองทุนดอกเบี้ย 3-5% ช่วยเหลือผู้ประกอบการไมโครเอสเอ็มอีที่ไม่ผ่านระบบธนาคารปกติ โดยช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยกว่า 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ อยากให้เริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เร็วที่สุด เนื่องจากตอนนี้กลุ่มที่น่าห่วงมากที่สุด คือ ผู้ประกอบการไมโครเอสเอ็มอี กลุ่มสมอลล์เอสเอ็มอีซึ่งอ่อนแอและเปราะบางมาก รวมกว่า 3 ล้านรายที่ไม่สามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนทางการเงิน อยากเสนอให้รัฐบาลปล่อยสินเชื่อผ่านระบบกองทุนระดับจังหวัด
รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ และ การเมือง กล่าวว่า จากจำนวนส.ส.พรรคภูมิใจไทยเกือบ 200 เสียงเมื่อรวมกับพรรคการเมืองอีก 1-2 พรรค คะแนนเสียงน่าจะเพียงพอที่จะสร้างเสถียรภาพของรัฐบาลให้อยู่ต่อได้ถึง 4 ปี แต่เสถียรภาพอย่างเดียวไม่อธิบายถึงประสิทธิภาพในการบริหารประเทศด้านความมั่นคงของประเทศ หรือ เศรษฐกิจ ให้สามารถก้าวข้ามอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่า 2% พ้นจาก “คนป่วยแห่งอาเซียน” เพราะรัฐบาลกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจโลกที่รุนแรง ต้องมียุทธศาสตร์ที่ตรงกับโลก โดยนโยบายระยะสั้น คือ ยุทธศาสตร์ตอบแนวทางการแก้ปัญหาภาษีทรัมป์ บริหารเศรษฐกิจระยะสั้นให้เติบโตได้ 2% ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งการส่งออกและการท่องเที่ยว ให้กระจายตลาด, เร่งการลอกท่อที่ขอบีโอไอ ใช้เงินลงทุน ระยะยาวให้แก้ไขปัญหาความสามารถในการแข่งขัน เพราะปัจจุบันความสามารถการแข่งขันของไทยต่ำ เป็นผู้ป่วยแห่งอาเซียน ต้องพัฒนาเทคโนโลยีเอไอมาใช้พัฒนาธุรกิจ สินค้า บริการให้ตรงกับโลกของการเปลี่ยนแปลง นำเอไอ มา upskill reskill ต้องเร่งการลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทยในเรื่องเทคโนโลยี และโอนถ่ายองค์ความรู้ให้คนไทย
“สิ่งที่รัฐบาลต้องพัฒนาให้อยู่ในต้นน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ต้องออกแบบ นำเทคโนโลยี การลงทุนมาถ่ายทอด เสริมสร้างขีดความสามารถจุดแข็ง ท่องเที่ยว อาหาร เกษตร และ สุขภาพ พัฒนาคุณภาพสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม เร่งนโยบาย EEC ช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ให้รอด ส่วนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย ต้องมีคนมาทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อสร้างยุทธศาตร์ชาติที่เหมาะสม กับสถานการณ์ปัจจุบัน” รศ.ดร. สมชายกล่าว
นายสิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา เปิดเผยว่า เทศกาลตรุษจีนปี 2569 เงียบเหงา มียอดจองห้องพักประมาณ 40% จองลดลงจากปี 2568 ถึง 60%
นายสมพล ชีววัฒนพงค์ อดีตประธานสมาพันธ์สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.สงขลา เปิดเผยว่า ยอดจองห้องพักในเทศกาลตรุษจีนปี 2569 มีน้อยมาก สาเหตุมาจากเมืองหาดใหญ่ยังไม่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว เหมือนเมืองร้าง กิจการจำนวนมากไม่พร้อมเปิด เพราะยังไม่มั่นใจมาตรการที่รัฐมอบให้ ขณะนี้เมืองหาดใหญ่ถูกลืม รัฐบาลรับปากข้อเสนอจากภาคเอกชน แต่ยังไม่สัมฤทธิ์ผล ทำให้นักธุรกิจอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเลิกกิจการ และย้ายออกจากเมืองหาดใหญ่ รัฐบาลใหม่ไม่ทราบคลอดได้เมื่อไหร่ กว่าแบ่งสันปันส่วนลงตัวอีกกี่เดือน

