นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของไตรมาสแรก 2560 บริษัทมียอดขาย 13,303 ล้านบาท เติบโต 35.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มียอดขาย 9,809 ล้านบาท จากการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่ม ขณะที่รับรู้รายได้ 8,072 ล้านบาท ลดลง 21.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้ 10,283 ล้านบาท เนื่องจากมีรายได้จากการโอนคอนโดมิเนียมลดลง ทำให้กำไรสุทธิปีนี้อยู่ที่ 681 ล้านบาท ลดลง 45.1% จากปีช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1,240 ล้านบาท
“ไตรมาสแรกไม่มีโครงการคอนโดมิเนียมแล้วเสร็จ ทำให้โอนรับรู้รายได้ได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ทั้งนี้ไตรมาสนี้บริษัทมีค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเพิ่มขึ้นกว่า 50 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีมาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์โดยการลดค่าธรรมเนียมฯ เหลือเพียง 0.01% รวมทั้งมีการใช้งบด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทำให้กำไรสุทธิลดลง อัตรากำไรอยู่ที่ 8.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่อยู่ที่ 12.1%” นายทองมากล่าว
นายทองมา กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพและปริมณฑล ไตรมาสแรก มีมูลค่า 9.74 หมื่นล้านบาท เติบโต 13.6% จากปีก่อนที่มูลค่า 8.58 หมื่นล้านบาท คาดว่าภาคอสังหาริมทรัพย์จะยังเติบโตราว 5% มูลค่า 3.79 แสนล้านบาท โดยยังไม่ต้องมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ
นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาว บริษัทมีการโอนรับรู้รายได้เพียง 60% ของเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม มียอดขายที่รอรับรู้รายได้อีกกว่า 1.38 หมื่นล้านบาท พร้อมการขายโครงการพร้อมอยู่มั่นใจว่ารายได้ปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 50.2 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับยอดขายมั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 5.29 หมื่นล้านบาท โดยจะเน้นการเปิดโครงการใหม่ในช่วงไตรสมาสที่ 2-3 เป็นหลัก รวมกว่า 52 โครงการมูลค่า 3.53 หมื่นล้านบาท
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-พรีเมี่ยม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาผู้ประกอบการมีการเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้นและส่วนหนึ่งเป็นการเลื่อนเปิดตัวมาจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่โครงการที่เปิดยังเป็นการกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่และเป็นโครงการในตลาดบน ซึ่งเป็นการทำให้เกิดความต้องการซื้อของผู้บริโภคที่มีความพร้อมทางการเงินหรือนักลงทุน โดยปีนี้บริษัทได้เข้ามารุกตลาดบนอย่างจริงจัง โดยไตรมาสแรกมีส่วนแบ่งตลาดบนอยู่ที่ 7% ขณะที่ตลาดกลาง-ล่าง กำลังซื้อยังได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม อัตราการยกเลิกการจองของบริษัทอยู่ที่ 14% โดยจำนวนนี้เป็นการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารเพียง 6% ส่วน 8% มาจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น ลูกค้ายกเลิกการจองเอง หรือเปลี่ยนไปซื้อโครงการอื่น เป็นต้น

