GULF แจงแล้ว ถือครองหุ้น KBANK ไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาตแบงก์ชาติ ธปท.ยัน กัลฟ์ถือครองยังไม่ถึง 10%
จากกรณีมีรายงานว่า บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เข้าซื้อหุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เพิ่มเติม ส่งผลให้ GULF มีหุ้นรวม 235,805,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 10.0298% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท ส่งผลให้ GULF ขยับเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 กระทั่ง น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านการเงิน ตั้งข้อสังเกตว่าการถือหุ้น 10% ในธนาคารจะต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน จึงมีคำถามว่า GULF ขออนุญาต ธปท.หรือไม่นั้น
เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF โดย น.ส.ยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตามที่บริษัทได้ยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เกี่ยวกับการได้มาซึ่งหุ้นในธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ถึงหรือข้ามร้อยละ 10 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของธนาคาคารนั้น
บริษัทขอชี้แจงว่า การยื่นรายงานดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 28/2554 เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (ตามที่แก้ไขเพิ่มเติมเติม) โดยการคำนวณสัดส่วนสิทธิออกเสียงดังกล่าว ได้คำนวณจากจำนวนสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมดของธนาคารภายหลังหักสิทธิออกเสียงของหุ้นที่ธนาคารซื้อคืน (Treasury Stock) ที่ยังคงค้าง ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569
อย่างไรก็ดี การได้มาซึ่งหุ้นดังกล่าวยังไม่เป็นผลให้บริษัทถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินเกินกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของสถาบันการเงิน ซึ่งคำนวณโดยไม่หักจำนวนทุนหุ้นซื้อคืน ตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 41/2568 เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ถือหุ้นหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของสถาบันการเงินหรือบริษัทโฮลดิ้งที่เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินเกินกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด
ดังนั้น การได้มาซึ่งหุ้นในครั้งนี้จึงยังไม่เข้าข่ายเป็นกรณีที่ต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว

สอดคล้องกับ น.ส.วิภาวิน พรหมบุญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงินชี้แจงว่า ตามที่บริษัทกัลฟ์รายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าได้เข้าถือหุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ที่ 10.03% นั้น การนับสัดส่วนการถือหุ้นตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. และ ธปท.มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ก.ล.ต.จะหักหุ้นที่ KBANK จำหน่ายแล้วและซื้อคืนมา (Treasury Stock) ออกจากฐานการคำนวณ
ขณะที่หลักเกณฑ์ของ ธปท.คำนวณจากจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งการถือหุ้นใน KBANK ของบริษัทกัลฟ์ยังไม่ถึง 10% ภายใต้เกณฑ์ของ ธปท. และบริษัทได้เคยรายงานการถือหุ้นต่อ ธปท.แล้วตั้งแต่มีการถือหุ้น 5% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินกำหนดว่า การถือหุ้นในสถาบันการเงินเกิน 10% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดต้องได้รับอนุญาตจาก ธปท.ล่วงหน้าเพื่อป้องกันการเข้ามามีอำนาจครอบงำกิจการของสถาบันการเงิน ซึ่งหลักเกณฑ์ของ ธปท.อนุญาตให้เกิน 10% ได้เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นต่อการเพิ่มความมั่นคง หรือศักยภาพของสถาบันการเงินแห่งนั้น หรือการรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินในภาพรวม หรือกรณีหน่วยงานรัฐที่ถือหุ้นเพื่อรับผลตอบแทนจากการลงทุนโดยทั่วไป

