สภาพัฒน์ รับศก.ไตรมาส 4/68 โตดีจนน่าแปลกใจ ย้ำคนละครึ่งเฟสใหม่ ต้องทำอย่างเหมาะสม
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า การทำโครงการคนละครึ่งพลัส เฟสใหม่นั้น ต้องดูตัวชี้วัดประกอบด้วย เพราะมาตรการลักษณะนี้จะทำในกรณีที่การบริโภคลดลงมาก จึงต้องอัดการกระตุ้นเข้าไปช่วย และคนละครึ่งก็เป็นมาตรการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการบริโภคได้ แต่การจะทำขนาดเท่าใดคงขึ้นอยู่กับงบประมาณ และสถานการณ์ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งก็มีการพูดคุยหารือกัน และเข้าใจฝั่งรัฐบาลว่าเป็นนโยบายที่หาเสียงไว้แล้ว รวมถึงมีความต้องการจากประชาชนด้วย แต่ก็ต้องดูปัจจัยให้รอบด้าน ช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนดำเนินการจริงอีกครั้ง ส่วนการทำงานร่วมกันระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง มองว่าหากทำงานสอดประสานกันได้ก็เป็นเรื่องดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลดทอนความเป็นอิสระของนโยบายการเงินได้
@ลงทุนรัฐ9หมื่นล้านหนุนศก.พุ่ง
นายดนุชา กล่าวว่า จีดีพีปี 2568 เติบโต 2.4% เป็นผลจากการดำเนินการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบทั้งปี โดยไตรมาส 1/2568 บวกที่ 3.1% ไตรมาส 2 บวก 2.3% ก่อนชะลอตัวลงโตเหลือ 1.2% ในไตรมาส 3 ซึ่งตัวที่ทำให้เศรษฐกิจทั้งปีโต 2.4% ได้ มาจากไตรมาส 4 ที่จีดีพีโตถึง 2.5% โดยมาตรการภาครัฐอย่างโครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นบรรยากาศการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่การใช้จ่ายคนละครึ่งเป็นการใช้จ่ายให้กับตัวบุคคล ส่วนใหญ่จึงจะสะท้อนการบริโภคทำให้ขยายตัวขึ้นมาถึง 3.3% จากก่อนหน้าอยู่ที่ 2.5% จึงมองว่า สิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด หลักๆ มาจากการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐโดยเฉพาะการก่อสร้างที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เม็ดเงินของรัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบได้กว่า 9.2 หมื่นล้านบาท รวมถึงมีการอำนวยความสะดวกให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน จึงดันให้เศรษฐกิจไทยทั้งไตรมาส 4 และทั้งปี 2568 สามารถเติบโตได้ดีกว่าคาดไว้
“เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ถือว่าปรับตัวขึ้นมาได้ดีมาก ซึ่งตัวเองก็ยอมรับว่าแปลกใจเช่นกัน เพราะโตเกินกว่าคาดการณ์ไว้มากพอสมควร โดยคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 จะสามารถเติบโตได้ถึง 2% ในค่ากลางที่กำหนดไว้ แต่ยังมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอีกหลายเรื่องที่รออยู่ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ รวมถึงมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่จะออกมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วย” นายดนุชา กล่าว
@เร่งตั้งรัฐบาลใหม่เข็นงบปี70
นายดนุชา กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 เรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่คือ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจได้เร็วที่สุดและต้องไม่ล่าช้า เพราะมีความจำเป็นในการรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจ และการเมืองหลังการเลือกตั้ง โดยคาดว่าเมื่อมีรัฐบาลชัดเจนแล้ว เม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในเดือนนั้นทันที แต่ภาพตอนนี้ยังไม่ชัดเจน เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลจะเริ่มต้นเข้ามาบริหารประเทศแบบสมบูรณ์ในช่วงใด ซึ่งมีการประเมินไว้คือ หากมีรัฐบาลรวดเร็วภายในช่วงไม่เกินเดือนมีนาคม หรืออย่างช้าไม่เกินต้นเดือนเมษายน จะช่วยให้การจัดทำงบประมาณแผ่นดินปี 2570 ล่าช้าน้อยที่สุด ประมาณ 2 เดือนเท่านั้น แต่หากการตั้งรัฐบาลล่าช้ากว่ากำหนด จะส่งผลให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้าออกไปมากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนใหม่ที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
@เลือกตั้งโมฆะทำทุกอย่างชะลอตัว
นายดนุชา กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีการฟ้องร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงการจัดเลือกตั้งและกระบวนการผิดปกติต่างๆ จะทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ต้องบอกว่ายังไม่แน่ใจ คงต้องใช้เวลาหารือกันอีกเยอะ แต่หากเลือกตั้งเป็นโมฆะ ผลจะทำให้ทุกอย่างชะลอตัวออกไป ซึ่งรัฐบาลรักษาการก็ต้องดำเนินการบริหารประเทศต่อไปในระดับหนึ่ง ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร แต่ไม่ขอแสดงความเห็นในเรื่องนี้ โดยหากเอาในวันนี้ที่มีการเลือกตั้งเสร็จแล้ว มองว่าต้องตั้งรัฐบาลให้เร็ว เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับงบประมาณปี 2570 ดำเนินการเสร็จเร็วขึ้น ไม่ล่าช้าจนเกินไป โดยหากประเมินผลกระทบเศรษฐกิจจากการยุบสภาช่วงวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา เป็นช่วงปลายไตรมาส 4 ทำให้มาตรการต่างๆ ดำเนินการไปก่อนหน้าแล้ว การยุบสภาที่เหลือเวลาประมาณ 18 วันก่อนหมดปี จึงไม่ได้มีผลกระทบมากนัก

