เอกนิติปลื้มควิกบิ๊กวินดันจีดีพีปี68โต2.4% ชี้ไทยจากคนป่วยเอเชียออกไอซียูแล้ว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เติบโต 2.4% สูงกว่าหลายฝ่ายคาดการณ์ สะท้อนผลของมาตรการ ควิก บิ๊ก วิน ย้ำว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มเศรษฐกิจแล้ว
ในแง่มูลค่าเศรษฐกิจรายได้ประชาชาติ (Nominal GDP) ของไทยขยับขึ้นมาใกล้แตะระดับ 19 ล้านล้านบาท อยู่ที่ราว 18,977,000 ล้านบาท สูงกว่าคาดการณ์ไว้ประมาณ 3 แสนล้านบาท สะท้อนเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี โครงสร้างการเติบโตในไตรมาส 4/2568 แบ่งเป็นการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวถึง 3.3% สูงสุดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าในปีเดียวกัน อยู่ราว 2.5% ซึ่งเป็นผลจากมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการเที่ยวดีมีคืน และการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของประชาชน ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และตลาดทุนปรับตัวดีขึ้น ล้วนเป็นสัญญาณสนับสนุนภาพรวมเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน การลงทุนรวมของประเทศขยายตัวโดดเด่นถึง 8.1% สูงสุดในรอบหลายไตรมาส ครอบคลุมทั้งการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ และภาคก่อสร้าง การลงทุนภาครัฐขยายตัวถึง 13.3% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ทำหน้าที่เป็นตัวนำดึงการลงทุนภาคเอกชนให้ขยายตัวตามมา
การลงทุนภาคเอกชนปรับขึ้นมาอยู่ที่ราว 6.5% จากเดิมเคยขยายตัวเพียง 2-3% ส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ การปลดล็อกการลงทุนผ่านมาตรการ บีโอไอ ฟาสต์ พาส ทำให้เม็ดเงินลงทุนทั้งในและต่างประเทศเริ่มไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือเอฟดีไอ (FDI) เริ่มเห็นทิศทางดีขึ้น
การลงทุนเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะนำข้อจำกัดของมาตรการดังกล่าวเสนอแก้กฎหมายต่อไป เพื่อยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยยังเกินดุลราว 3.1% ของจีดีพี
นายเอกนิติ กล่าวว่า ด้านการคลังรัฐบาลยังยึดหลักวินัยการคลัง ใช้งบประมาณในกรอบเดิม ไม่เพิ่มการขาดดุลและไม่กู้เงินเพิ่ม มุ่งใช้งบให้ตรงจุดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง S&P ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและฐานะการคลังของไทย
สำหรับแนวโน้มปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างน้อย 2% มองว่าโมเมนตัมเชิงบวกจากไตรมาส 4/2568 จะต่อเนื่อง หากสามารถรักษาความเชื่อมั่น เร่งการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการมีรัฐบาลเดินหน้านโยบายได้อย่างต่อเนื่อง การเติบโตอาจขยับขึ้นสู่ระดับ 3% พลัส หรือมากกว่า 3% ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง
“จากเดิมไทยถูกมองเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย ในฐานะหมอเอก วันนี้คนป่วยเราเอาออกจากไอซียูแล้ว แต่ต่อไปคือจะทำอย่างไรให้คนป่วยกลับมาเข้มแข็งขึ้น เราก็ต้องออกกำลังกาย กลับมาทำร่างกายให้แข็งแรง ให้พร้อมวิ่งได้อย่างเต็มศักยภาพ” นายเอกนิติ กล่าว
ทางด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยว่า จีดีพีปี 2568 เติบโต 2.4% เป็นผลจากการดำเนินการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบทั้งปี ไตรมาส 1/2568 บวกที่ 3.1% ไตรมาส 2 บวก 2.3% ก่อนชะลอตัวลงโตเหลือ 1.2% ในไตรมาส 3 ตัวทำให้เศรษฐกิจทั้งปีโต 2.4% ได้มาจากไตรมาส 4 จีดีพีโตถึง 2.5% มาตรการภาครัฐอย่างโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นส่วนหนึ่งกระตุ้นบรรยากาศการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่การใช้จ่ายคนละครึ่งเป็นการใช้จ่ายให้กับตัวบุคคล ส่วนใหญ่จึงจะสะท้อนการบริโภคทำให้ขยายตัวขึ้นมาถึง 3.3% จากก่อนหน้าอยู่ที่ 2.5%
สิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด หลักๆ มาจากการลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐ โดยเฉพาะการก่อสร้างเกิดขึ้นต่อเนื่อง เม็ดเงินของรัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายเข้าสู่ระบบได้กว่า 9.2 หมื่นล้านบาท รวมถึงมีการอำนวยความสะดวกให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน จึงดันให้เศรษฐกิจไทยทั้งไตรมาส 4 และทั้งปี 2568 สามารถเติบโตได้ดีกว่าคาดไว้
“เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ถือว่าปรับตัวขึ้นมาได้ดีมาก ตัวเองก็ยอมรับว่าแปลกใจเช่นกัน เพราะโตเกินกว่าคาดการณ์ไว้มากพอสมควร คาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 จะสามารถเติบโตได้ถึง 2% ในค่ากลางที่กำหนดไว้ แต่ยังมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอีกหลายเรื่องรออยู่ ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ รวมถึงมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลจะออกมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วย” นายดนุชา กล่าว

