หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ ชูบีโ...

เอกนิติ ชูบีโอไอฟาสต์พาส ปั๊มศก.ช่วงสุญญากาศ ชี้ลงทุนค้างท่อ 4.8 แสนล้าน

18.02.26 | 06:30 น.

เอกนิติ ชูบีโอไอฟาสต์พาส กระตุ้นศก.ช่วงสุญญากาศ ชี้ลงทุนค้างท่อ4.8แสนล้าน

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ภายหลังจากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2568 ขยายตัวได้ 2.4% นั้น เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง ในช่วงฟอร์มทีมรัฐบาล จึงเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะใช้กลไก บีโอไอ ฟาสต์ พาส เพราะสิ่งที่ทำได้คือการปลดล็อกการลงทุนภาคเอกชนได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่ยังติดขัดขั้นตอนการดำเนินการ มีมูลค่ารวมกว่า 480,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 80 โครงการ ต้องให้เม็ดเงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบจริงโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล นอกจากนี้การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณของส่วนราชการและการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จะเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ต่อเนื่องได้

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี 2568 ขยายตัวดีกว่าตลาดคาด แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ สศช.รายงานจีดีพีไตรมาส 4/2568 เติบโต 2.5% สูงกว่าคาดไว้ 1.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เติบโต 2.4% สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิม 2.0-2.2% และปรับเพิ่มประมาณการปี 2569 เป็น 1.5-2.5% สะท้อนถึงประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำงานอย่างมืออาชีพ แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้นมาก มีการประสานภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ทำให้มาตรการต่างๆ ออกแบบตรงจุด โปร่งใส เกิดผลจริง สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand เน้นการร่วมออกแบบและร่วมขับเคลื่อนอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มาตรการควิกบิ๊กวินมีบทบาทสำคัญประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมกับการวางรากฐานระยะยาวกำหนดเจ้าภาพชัดเจน ตั้งเป้าหมายและกรอบเวลาวัดผลได้ ลดความซ้ำซ้อน ทำให้การดำเนินนโยบายเป็นเอกภาพมากขึ้น

นายผยง กล่าวว่า นอกจากนี้การสื่อสารเชิงนโยบายตรงไปตรงมาเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านวินัยการคลัง กรอบการคลังระยะปานกลางน่าเชื่อถือ มีส่วนสำคัญสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นนักลงทุน ยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ เช่น การติดตามเส้นทางการเงินและสินทรัพย์เสมือนเงิน ช่วยลดปัญหาเงินเทา และแรงกดดันต่อค่าเงินบาท โจทย์สำคัญจากนี้ไม่ใช่เพียงการรักษาอัตราการเติบโต แต่คือการสร้าง Trust and Confidence ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง จีดีพีล่าสุดและผลการเลือกตั้งออกมาในเชิง Vote of Confidence สะท้อนความคาดหวังต่อความต่อเนื่องของนโยบายและความมั่นคงของรัฐบาล ภาคธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล การเร่งพิจารณางบประมาณปี 2570 การเบิกจ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจ ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐเต็มที่

นายผยง กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าโครงการ PromptBiz ภาคเอกชน เพื่อลดต้นทุนการค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มสภาพคล่องด้วยเงื่อนไขเป็นธรรม ลดการใช้หลักประกัน และผลักดัน Financial Inclusion ในระบบเศรษฐกิจจริง

“รัฐบาลได้มืออาชีพมีประสบการณ์ตรงเข้ามาบริหารงานและสามารถแอคชั่นได้เลย เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และการตัดสินใจตั้งอยู่บนข้อมูล อยู่ในกรอบมาตรฐานนานาชาติยอมรับ ทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้ภายใต้ภาวะความผันผวนและความท้าทายที่เกิดขึ้น โมเมนตัมเศรษฐกิจปลายปี 2568 เชื่อว่าจะทำให้เกิด Positive Surprise ต่อเนื่องมาในปี 2569 เป็นจุดตั้งต้นสำคัญเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ทั้งความเปราะบางของครัวเรือนจากหนี้สูง ความสามารถแข่งขันของเอสเอ็มอี และการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดช่องโหว่ทุจริต เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เปิดตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม วเอสเคิร์ฟ และพลิกฟื้นประเทศไทยให้กลับมาโดดเด่นในภูมิภาคอีกครั้ง” นายผยงกล่าว

Advertisement