หน้าแรก เศรษฐกิจ บางจากกางรายไ...

บางจากกางรายได้ปี68 ทะลุ 5 แสนล้าน ซื้อ CHK ขยายตลาดเอเชียแปซิฟิก

18.02.26 | 17:19 น.

บางจากกำไรหลักเพิ่ม67%

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 507,570 ล้านบาท EBITDA 35,753 ล้านบาท และกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 2,880 ล้านบาท (กำไรหลัก 10,240 ล้านบาท เพิ่ม 67% จากปี 2567) พร้อมรับรู้ Synergy รวม 7,300 ล้านบาท จากการผสานการทำงานของธุรกิจในกลุ่ม และการบริหารการผลิตที่มีประสิทธิภาพ โรงกลั่นบางจากพระโขนงและศรีราชาทำสถิติอัตราการกลั่นสูงสุดเฉลี่ย 279,700 บาร์เรลต่อวัน แม้เผชิญแรงกดดันจากราคา น้ำมันดิบต่ำและผลขาดทุนสินค้าคงคลัง รวมถึงเสริมความมั่นคงทางการเงินและโครงสร้างธุรกิจเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยยังคงให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างต่อเนื่อง และพร้อมขยายธุรกิจพลังงานใหม่ควบคู่กับฐานเดิมเพื่อรองรับการเติบโตในปี 2569 อย่างมั่นคง

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ความสำเร็จสำคัญในปี 2568 คือ 1. บริษัทรับรู้ผลประโยชน์จาก Synergy ต่อเนื่อง สะท้อนแนวคิด “Together to Greater” 2. บริษัท บางจาก  ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือ BSRC เพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ และบางจากถือหุ้น 99.7% โดยรวมโครงสร้างและการดำเนินงานของ BSRC เข้ากับกลุ่มบริษัทบางจากแล้วเสร็จ 3. รับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) ได้เป็นครั้งแรกที่โรงกลั่นศรีราชา ผ่านระบบหุ่นรับน้ำมันกลางทะเล 4. สถิติการกลั่นสูงสุดเป็นของโรงกลั่นรวมทั้ง 2 แห่งเกือบ 280,000 บาร์เรลต่อวัน ในโตรมาส 4/2568 ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และ 5. โรงกลั่น 2 แห่งแรกในเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับการรับรอง ISO 55001 นับเป็นก้าวสำคัญในด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างยั่งยืนของบริษัท

ดันธุรกิจน้ำมันโต 25%

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การขยายธุรกิจในปี 2569 ผ่านโครงสร้างธุรกิจใหม่ โดยธุรกิจการค้าน้ำมันตั้งเป้า EBITDA โต 25% จาก 800 ล้านบาทเป็น 1,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มกำลังผลิตจากราว 32,000 เป็นประมาณ 50,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ส่วนธุรกิจโรงกลั่น-การตลาด-พลังงานชีวภาพเพิ่มปริมาณกลั่นจาก 264,000 เป็น 275,000 บาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ ในปี 2569 จากการเข้าซื้อ Chevron Hong Kong ราว 750-1,000 ล้านบาท ด้านธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานคาด EBITDA โตประมาณ 10% จากการปรับพอร์ตและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยโรงไฟฟ้า CCGT ในสหรัฐฯ หนุนรายได้ต่อกำลังผลิตเพิ่ม และโครงการลม Monsoon กำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ เดินเครื่องเต็มปี โดย BCPG ถือหุ้น 48% และมีการไฟฟ้าเวียดนาม หรือ EVN เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า

Advertisement

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า วิสัยทัศน์และทิศทางธุรกิจของกลุ่มบางจากตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดยอดขายขยายตัว 4-5 เท่าจากระดับหลักแสนล้านบาท สู่เป้าหมาย 5 แสนล้านบาทในปี 2569 สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์การขยายพอร์ตธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ บริษัทยังคงยึดอัตลักษณ์องค์กรด้านความยั่งยืนและ ESG ควบคู่การเติบโตของผลประกอบการ แม้ปีที่ผ่านมาในช่วงปลายปี 2567 ราคาน้ำมันจะปรับลดจากเกือบ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเหลือต้นระดับ 60 เหรียญ ทำให้รายได้ลดลงตามราคาแต่ปริมาณขายเพิ่มขึ้น โดยโครงสร้างรายได้หลักมาจากธุรกิจต้นน้ำในนอร์เวย์ประมาณ 43% และธุรกิจโรงกลั่น-การตลาดประมาณ 40% ที่เหลือเป็นพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ บริษัทพร้อมยกระดับประสิทธิภาพโรงกลั่นพระโขนง-ศรีราชา ที่มีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 280,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) ผ่านระบบหุ่นรับน้ำมันกลางทะเล

เข้าซื้อหุ้น CHK 100%

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า กลุ่มบริษัทบางจากประกาศเข้าซื้อหุ้น Chevron Hong Kong Limited (CHK) ในสัดส่วน 100% จาก Chevron Companies (Greater China) Limited เป็นการขยายการลงทุนไปยังตลาดพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือเป็นก้าวสำคัญทั้งในการขยาย ธุรกิจต่างประเทศ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบโลจิสติกส์พลังงาน โดย CHK มีธุรกิจน้ำมันค้า ปลีก น้ำมันอุตสาหกรรม น้ำมันเรือเดินสมุทร คลังน้ำมัน และสถานีบริการทั่วฮ่องกง ซึ่งภายหลังเข้าซื้อบางจากจะยังคง ดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Caltex ภายใต้สัญญาเครื่องหมายการค้า การลงทุนนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Accelerating Bangchak 100x” เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจระยะยาว

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตลาดฮ่องกงเป็น “โอกาสทอง” ของธุรกิจน้ำมัน เนื่องจากราคาขายปลีกสูงราวลิตรละ 120 บาท มากกว่าไทย 3-4 เท่า ขณะที่ต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นใกล้เคียงตลาดโลกเพียง 17-18 บาท อีกทั้งเป็นตลาดเสรีที่รัฐไม่ควบคุมราคา อีกทั้ง การเข้าซื้อ Chevron Hong Kong บางจากจะได้ครอบครองคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ที่เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ทั้งท่าอากาศยานและท่าเรือ รวมถึงต่อยอดตลาดเชื้อเพลิงเรือเดินสมุทรที่มียอดขายราว 1,000 ล้านลิตรต่อปี จะช่วยรองรับดีมานด์ตรงนี้ได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อโรงกลั่นขยายกำลังการผลิตแตะระดับ 280,000 บาร์เรลต่อวันในอนาคต

รีแบรนด์Caltexฮ่องกง-คาดคืนทุน7ปี

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การลงนามซื้อหุ้น 100% ของ Chevron Hong Kong Limited (CHK) ซึ่งเป็นเจ้าของเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันแบรนด์ Caltex และคลังน้ำมันเชื้อเพลิงในฮ่องกง มูลค่าเบื้องต้น 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม บริษัทจะค่อย ๆ เปลี่ยนแบรนด์ในระยะ 2-5 ปี ภายใต้แบรนด์ “License by Bangchak” ควบคู่กับการใช้ชื่อ Caltex เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม และจะค่อย ๆ เปลี่ยนเรื่อย ๆ ก่อนการประเมินผลตอบรับอีกครั้งว่าจะใช้แบรนด์ Caltex หรือ Bangchak ภายใต้กรอบเวลาการพิจารณารีแบรนด์ 5 ปี ทั้งนี้ ธุรกรรมการเข้าซื้อกิจการคาดว่าจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในกลางปี 2569 และจะมีการเปลี่ยนชื่อจาก Chevron Hong Kong Limited เป็น Bangchak Hong Kong Limited เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจต่อไป

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ การเข้าซื้อหุ้น Chevron Hong Kong Limited ยังเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ จากปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกงผูกไว้กับดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เหมือนการลงทุนในสกุลเงินหลักของการซื้อขายน้ำมันโลก ซึ่งช่วยลดความผันผวนของค่าเงิน คาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 6-7 ปี