หน้าแรก เศรษฐกิจ พลังงานเปลี่ย...

พลังงานเปลี่ยนเกม โลกไม่ได้แข่งกันผลิตไฟฟ้า แต่แข่งกัน‘บริหารพลังงาน’

19.02.26 | 12:51 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบัน MIT (Massachusetts Institute of Technology) หนึ่งในสถาบันเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ได้จัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The Powering Southeast Asia through 2050 Conference โดยผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ Game Changers for Energy Transition and Resilience ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานจากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อสรุปสำคัญจากเวทีนี้คือ โลกพลังงานกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ การผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องบริหารระบบพลังงานให้สมดุลระหว่าง ความมั่นคง (Security) ราคา (Affordability) และความยั่งยืน (Sustainability) หรือ Energy Trilemma

ภาพนี้สะท้อนความจริงของโลกพลังงานยุคปัจจุบัน เมื่อความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากรถยนต์ไฟฟ้า Data Center และการเปลี่ยนระบบพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่ไฟฟ้า (Electrify Everything) ขณะเดียวกัน โลกยังต้องรับมือกับความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่คาดการณ์ได้ยาก และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นทุกปี ระบบพลังงานจึงกลายเป็นโจทย์เชิงโครงสร้าง มากกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว

ความท้าทายคือ พลังงานแทบทุกประเภท “เก่งไม่ครบสามด้าน” และนี่คือจุดที่เทคโนโลยีใหม่เข้ามาเปลี่ยนเกม

Advertisement

⦁ลองดูตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดอย่าง พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar)

พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านราคาและความยั่งยืน ต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ลดลงราว 40-50% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และลดลงอีกประมาณ 20-30% ในช่วง 3 ปีล่าสุด ส่งผลให้หลายโครงการมีระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยเพียง 4-5 ปี พร้อมช่วยลดต้นทุนพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของโซลาร์คือความไม่ต่อเนื่องของการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากขึ้นอยู่กับแสงแดด ทำให้องค์กรและประเทศที่เพิ่มสัดส่วนโซลาร์อย่างรวดเร็วต้องเผชิญความท้าทายด้านเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ทางออกของโจทย์นี้คือการผสานโซลาร์เข้ากับระบบกักเก็บพลังงาน โดยเฉพาะ Long Duration Energy Storage (LDES) ซึ่งสามารถกักเก็บพลังงานได้นานหลายชั่วโมงหรือเป็นวัน

โดยรายงานของ Goldman Sachs คาดการณ์ว่า ราคาของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของระบบ Energy Storage จะเหลือราว 111 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และอาจลดลงใกล้ 80 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026 สะท้อนแนวโน้มต้นทุนที่ลดลงจากการพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจคือ Thermal Energy Storage ซึ่งเปลี่ยนไฟฟ้าเป็นพลังงานความร้อนหรือความเย็นเพื่อนำกลับมาใช้ในเวลาที่ต้องการ โดยมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำและเหมาะกับอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานความร้อนโดยตรง แม้การผสานโซลาร์กับระบบกักเก็บพลังงาน เช่น BESS หรือ Thermal Storage อาจทำให้ระยะเวลาคืนทุนอยู่ที่ประมาณ 7-10 ปี แต่เมื่อพิจารณาแนวโน้มต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบทบาทของระบบกักเก็บพลังงานในการเพิ่มเสถียรภาพและลดความผันผวนของราคาไฟฟ้า จึงมีความเป็นไปได้ที่ผลตอบแทนจากการลงทุนจริงอาจเกิดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในระบบพลังงานที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

⦁ตัวอย่างที่สองคือ พลังงานนิวเคลียร์

นิวเคลียร์เป็นพลังงานที่แข็งแกร่งด้านความมั่นคง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ และแทบไม่ปล่อยคาร์บอน จึงตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นิวเคลียร์ในรูปแบบดั้งเดิมยังถูกตั้งคำถามเรื่องต้นทุนและการยอมรับของสังคม เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง ใช้เวลาก่อสร้างยาว และต้องบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทำให้นิวเคลียร์แม้จะมั่นคงและสะอาด แต่ยังไม่สมดุลในมิติของ Affordability

เทคโนโลยีอย่าง Small Modular Reactor (SMR) – Nuclear Fission จึงเข้ามาเปลี่ยนภาพเดิมของนิวเคลียร์ ด้วยขนาดที่เล็กลง การออกแบบที่ปลอดภัยขึ้น และต้นทุนต่อหน่วยที่มีแนวโน้มลดลง ทำให้นิวเคลียร์กลับมาอยู่บนโต๊ะสนทนาอีกครั้ง ในฐานะฐานพลังงานที่ช่วยรองรับระบบไฟฟ้าในยุคพลังงานสะอาด ในระยะยาวโลกยังจับตามองอีกเทคโนโลยีอย่าง Nuclear Fusion เพราะมีศักยภาพผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำในปริมาณมหาศาลจากเชื้อเพลิงที่มีอยู่มากในธรรมชาติ เช่น ไฮโดรเจนจากน้ำทะเล ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำขนาดมหาศาล แม้ยังอยู่ในช่วงพัฒนาและอาจต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษก่อนใช้งานเชิงพาณิชย์

⦁ตัวอย่างที่สามคือ เมื่อข้อมูลกลายเป็นกุญแจสู่พลังงานที่ถูกและยั่งยืน
อีกหนึ่ง Game Changer ของโลกพลังงาน คือเทคโนโลยีด้านการตรวจวัดและบริหารจัดการคาร์บอน ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถลดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้พร้อมกัน จากเดิมที่การจัดการคาร์บอนเป็นเพียงการรายงาน

ข้อมูลย้อนหลัง ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลได้ยกระดับสู่แพลตฟอร์มที่สามารถรวบรวม วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลพลังงานและการปล่อยคาร์บอนแบบเรียลไทม์ ผ่านการรายงานอัตโนมัติและระบบวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น พร้อมสร้างรายงานสรุปประสิทธิภาพของแต่ละระบบและภาพรวมขององค์กรโดยอัตโนมัติ ลดภาระงานซ้ำซ้อน และระบุโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุน รวมถึงเข้าถึงกลไกทางการเงินด้านพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิตได้มากขึ้น

INNOPOWER เป็นหนึ่งในองค์กรไทยที่ขับเคลื่อนแนวทางนี้ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านพลังงานร่วมกับพันธมิตรเทคโนโลยีและภาคอุตสาหกรรม เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และบริหารข้อมูลพลังงานและการปล่อยคาร์บอนแบบครบวงจร ช่วยให้องค์กรสามารถนำโซลูชั่นระดับโลกมาปรับใช้ให้เกิดผลลัพธ์จริง ทั้งในมิติการลดต้นทุนพลังงานและการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ซึ่งยังสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติ

อีกทั้ง INNOPOWER ยังได้รับเลือกจากสถาบัน MIT ให้เป็น Carbon Neutrality Collaborator โดยดำเนินการวัดและบริหารจัดการปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดงาน (Carbon Footprint of Event-CFE) พร้อมจัดหา Carbon Credits เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนทั้งหมด ส่งผลให้งาน The Powering Southeast Asia through 2050 Conference ครั้งนี้บรรลุเป้าหมาย Carbon-Neutral Event ซึ่งตอกย้ำบทบาทของเทคโนโลยีข้อมูลในการเชื่อมโยงเป้าหมายด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน และยังถูกนำไปใช้จริงกับองค์กรชั้นนำของประเทศไทย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น รวมถึงโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่มีผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมมากกว่าหนึ่งร้อยราย ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ พร้อมเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้น
ทั้งสามตัวอย่างสะท้อนความจริงข้อเดียวกัน ไม่มีพลังงานชนิดใดสมบูรณ์แบบด้วยตัวมันเอง
เกมพลังงานยุคใหม่จึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครมีเทคโนโลยีที่สมบูรณ์ที่สุด สะอาดที่สุด ถูกที่สุด หรือใหม่ที่สุด แต่เป็นการแข่งขันว่าใครสามารถ ออกแบบและผสมผสานเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อปิดจุดอ่อนของกันและกันได้ดีที่สุด ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การส่งและกระจาย การกักเก็บ ไปจนถึงการใช้ข้อมูลและการบริหารจัดการพลังงานในภาคการใช้งานจริง

นี่คือเหตุผลว่าทำไมบทบาทขององค์กรด้านพลังงานในวันนี้จึงเปลี่ยนจากผู้ผลิตไฟฟ้า มาเป็น “ผู้ออกแบบและบริหารระบบพลังงาน” โดย INNOPOWER เป็นหนึ่งในตัวอย่างขององค์กรไทยที่มุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต ตั้งแต่พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ไปจนถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านพลังงาน พร้อมทำหน้าที่เป็น Decarbonization Partner ที่ช่วยองค์กรวิเคราะห์การใช้พลังงาน วางกลยุทธ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และออกแบบการลงทุนพลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบ

ในบริบทที่ประเทศไทยได้ประกาศ ปรับเป้าหมายการบรรลุ Net Zero Emissions ให้เร็วขึ้น จากปี 2065 เป็นปี 2050 พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระยะกลางให้ได้ประมาณ 47% ภายในปี 2035 จากปีฐาน 2019 ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงการลดคาร์บอน แต่คือการตอบโจทย์ Energy Trilemma ให้สมดุลทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงต้องอาศัยการออกแบบเชิงระบบ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการใช้ข้อมูลที่แม่นยำในการวางแผนและบริหารจัดการพลังงาน โดย INNOPOWER พร้อมเป็นหนึ่งในองค์กรที่สนับสนุนประเทศไทยในการเดินสู่เป้าหมายดังกล่าว ด้วยการเชื่อมโยงนวัตกรรม เทคโนโลยี การเงิน และการนำไปใช้งานจริง

เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาว