บอร์ด รฟท. รับทราบคืบหน้าไฮสปีด 3 สนามบิน เตรียมลุยชง ครม.ใหม่แก้สัญญา-พร้อมก่อสร้าง ส.ค.69
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3/2569 ได้รับทราบความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา) ภายหลังจากที่ รฟท. ได้รับความเห็นจากสำนักงานอัยการสูงสุดเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP)
นายอนันต์ กล่าวว่า ปัจจุบัน รฟท. ได้จัดทำแนวทางการแก้ไขหลักการโครงการแล้วเสร็จ และเสนอผ่าน
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อเตรียมนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยคาดว่าการพิจารณาจะเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านงบประมาณและกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งอาจต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
นายอนันต์ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการเจรจาแก้ไขสัญญา รฟท. และเอกชนคู่สัญญา (บริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด ที่มีเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้ข้อสรุปร่วมกันเกือบทุกประเด็น รวมถึงข้อสังเกตของสำนักงานอัยการสูงสุดทั้ง 18 ข้อ ที่เหลือเพียงประเด็นเดียว คือ เรื่อง ‘หลักประกันงานโยธาร่วม‘ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการคุ้มครองความเสี่ยงของภาครัฐ และอยู่ระหว่างนำกลับไปหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อให้ได้ข้อสรุปขั้นสุดท้าย
นายอนันต์ กล่าวว่า หลักประกันงานโยธาร่วมเป็นหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม โดยเอกชนคู่สัญญาจะต้องวางหลักประกันงานก่อสร้างโยธาและงานระบบรวมมูลค่า 160,000 ล้านบาท (ค่างานก่อสร้างโยธาร่วม ประมาณ 120,000 ล้านบาท และค่างานระบบรถไฟความเร็วสูง ประมาณ 40,000 ล้านบาท) เพื่อการันตีว่าเอกชนจะดำเนินการก่อสร้างและเปิดเดินรถไฟความเร็วสูงให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี ตามเงื่อนไขในสัญญา
นายอนันต์ กล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐจะคืนหลักประกันดังกล่าวให้เอกชนก็ต่อเมื่อโครงการสามารถเปิดเดินรถได้ครบถ้วนตามเงื่อนไขเดิมเท่านั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่โครงการเกิดความล่าช้าหรือถูกยุติกลางคัน โดยหลักประกันงานโยธาร่วมดังกล่าวเป็นหลักประกันเฉพาะงานก่อสร้าง ไม่เกี่ยวข้องกับหลักประกันสัญญาหลักของโครงการ
นายอนันต์ กล่าวว่า สำหรับหลักประกันสัญญาหลักของโครงการ ยังคงกำหนดไว้ที่มูลค่า 4,500 ล้านบาท ซึ่งเอกชนได้วางไว้แล้วบางส่วน และยังมีผลบังคับใช้ตามสัญญาเดิม ขณะเดียวกัน สำนักงานอัยการสูงสุดมีข้อเสนอให้พิจารณาการคงหลักประกันงานโยธาร่วมไว้ในกรณีอื่นเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม แต่ทางเอกชน ยืนยันว่า จะแยกวงเงินหลักประกัน และได้หารือกับ รฟท.จนได้ข้อสรุปให้แยกวงเงินดังกล่าว เพราะเป็นหลักประกันคนละส่วนงาน
นายอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของการแก้ไขสัญญาในสาระสำคัญอื่น ๆ รฟท. ยังคงยึดตามมติเดิมของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินร่วมลงทุนจากภาครัฐ จากเดิมที่จ่ายเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ เปลี่ยนเป็นรูปแบบ ‘สร้างไป จ่ายไป‘ ตามงวดงานที่แล้วเสร็จจริง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสภาพคล่องและแหล่งเงินกู้ของเอกชน ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 นอกจากนี้ ยังมีการปรับเงื่อนไขการแบ่งชำระค่าสิทธิแอร์พอร์ตเรลลิงก์ มูลค่าประมาณ 10,671.09 ล้านบาท โดยให้เอกชนผ่อนชำระเป็น 7 งวด พร้อมดอกเบี้ย ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้
นายอนันต์ กล่าวถึงขั้นตอนต่อไปว่า รฟท. จะจัดส่งร่างสัญญาที่ปรับปรุงถ้อยคำตามความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุดให้อัยการฯ เกี่ยวกับหลักประกันโยธา ตรวจสอบเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสนอผ่าน สกพอ. เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ชุดใหม่ เพื่อขออนุมัติหลักการ โดยขั้นตอนหลังจากนี้ คาดว่า จะเสนอเข้า ครม. ได้ในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569 หากได้รับความเห็นชอบ จะสามารถเดินหน้าลงนามในสัญญาแก้ไข และ สามารถออกหนังสือเริ่มงาน (NTP) เพื่อเริ่มการก่อสร้างอย่างเป็นทางการได้ภายใน 30 วันหรือ ประมาณช่วงเดือน สิงหาคม 2569 โดยวางกรอบการก่อสร้างทั้งหมด 5 ปี และ ทดสอบระบบอีก 6 เดือน จึงประเมินว่าจะสามารถเปิดให้บริการในปี 2575

