“กรมชล”เล็งใช้ปทุมโมเดลย้ายผู้บุกรุกริมคลอง50%-ประเดิมลุ่มเจ้าพระยาหวังลดพื้นที่น้ำท่วมภาคกลาง

16.05.17 | 16:20 น.

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำและการบูรณาการแผนการดำเนินการสิ่งกีดขวางทางน้ำ” ว่า กรมชลประทาน ได้ร่วมกับกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง กรมทรัพยากรน้ำ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดงานสัมมนา เพื่อทบทวนแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จาก 12 ปี เป็น 20 ปี ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ (2560 – 2579) ตามข้อสั่งการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยได้เน้นในยุทธศาสตร์ที่ 2 น้ำสนับสนุนภาคการผลิต (น้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม) และยุทธศาสตร์ที่ 3 การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย โดยเฉพาะประเด็นสำคัญ เรื่องการแก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ อาทิ ถนน สะพาน ท่อระบายน้ำ ตัวอาคารหน่วยงานของภาครัฐ รวมทั้งพื้นที่ชุมชนที่มีการขยายตัว ซึ่งถือเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในปัจจุบัน


“เนื่องจากแผนยุทธศาสตร์ฯเดิม ได้กำหนดเรื่องการแก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำไว้น้อยมาก สวนทางกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง เหมือนกับที่เกิดขึ้นในภาคใต้ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นการทบทวนยุทธศาสตร์ฯครั้งนี้ รัฐบาลจึงจะเน้นหนักในเรื่องปัญหาสิ่งกีดความทางน้ำ โดยเฉพาะประเด็นที่มีประชาชนบุกรุกไปสร้างที่อยู่อาศัยบริเวณทางน้ำ หรือ เขตคลอง จำนวนมาก ”นายเลิศวิโรจน์ กล่าว

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำนี้จะต้องพิจารณาเป็นภาพรวมของประเทศ แต่จากการประเมินด้วยสายตาหรือพื้นที่ที่เกิดปัญหาน้ำท่วมแล้วพบว่า มีสิ่งกีดขวางทางน้ำมากสุด คือ เขตภาคกลางหรือลุ่มเจ้าพระยา มีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเขตคลอง เป็นอาคาร กว่า 8,442 แห่ง และที่เป็นสาธารณูปโภค 221 แห่ง ทั้งนี้ในส่วนที่เป็นอาคารแยกเป็นผู้รุกล้ำเขตตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา 5,290 แห่ง และฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา 3,152 แห่ง มีเป้าหมายต้องย้ายออกอย่างน้อย 50% ภายในปี 2564 โดยยึดตามรูปแบบของปทุมธานีโมเดล ด้วยการสร้างที่อยู่ใหม่ให้ผ่อนจ่ายในอัตราที่เหมาะสม ส่วนงบประมาณนั้นต้องหารืออีกครั้ง ซึ่งหากทำได้จริงจะช่วยให้แม่น้ำเจ้าพระยาสามารถระบายน้ำลงทะเลได้เพิ่มขึ้นอีก 880 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที รวมกับที่ปัจจุบันสามารถระบายน้ำได้ 2,800 ลบ.ม.ต่อวินาที จะเพิ่มการระบายน้ำทั้งหมดเป็น 3,680 ลบ.ม.ต่อวินาที

“การแก้ไขสิ่งกีดขวางทางน้ำกรณีที่แม่น้ำลำคลองตื้นเขิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องขุดลอกด้วยโดยบริเวณตลิ่ง ต้องสามารถระบายน้ำได้ 2,500 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที และที่คันกั้นน้ำต้องระบายน้ำได้ 1,800 ลบ.ม. ต่อวินาที ปัจจุบันสามารถรับน้ำได้เพียง 700-800 ลบ.ม.ต่อวินาทีเท่านั้น ซึ่งกรมเจ้าท่าต้องเร่งขุดลอกด้วย เพื่อให้น้ำสามารถระบายได้เร็วขึ้น”นายสมเกียรติ กล่าว

Advertisement