อนุสรณ์ จี้ ‘แรงงาน’ ประกาศใช้บำนาญสูตร Care ได้แล้ว ไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่ ชี้ 5.7 แสนคนรอรับบำนาญเพิ่ม บรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ เตือนรัฐบาลรับมือนักศึกษาจบใหม่ตกงานจาก AI ธุรกิจเร่งปรับตัวรับเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและเทคโนโลยีเอไอ รัฐต้องมีระบบรองรับให้ ‘แรงงาน’ มีความมั่นคงในชีวิต
เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรการคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 (เฉพาะกิจ) สำนักงานประกันสังคม และทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาชน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานควรเร่งรัดกฎกระทรวงประกาศใช้บำนาญสูตร Care และนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐบาลชุดนี้โดยไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่ เพราะสามารถดำเนินการได้เลย และยังมีความไม่แน่นอนว่ารัฐบาลใหม่จะจัดตั้งเสร็จเมื่อไหร่ ระบบสวัสดิการชราภาพไม่ควรผูกกับความไม่แน่นอนทางการเมือง รัฐบาลนี้ควรประกาศใช้สูตร Care ทันทีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกันตนที่ได้จ่ายเงินสมทบอย่างต่อเนื่อง ได้รับสิทธิประโยชน์บำนาญชราภาพอย่างเหมาะสม โดยจะมี 5.7 แสนคน รอรับบำนาญเพิ่ม ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจสำหรับผู้มีเงินออมไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
การพัฒนาสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับเงินบำนาญ ชราภาพ ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีคำนวณสูตรบำนาญชราภาพเป็นสูตรใหม่ ที่เรียกกันจนติดปากว่า บำนาญสูตร CARE (Career-Average Revalued Earnings) ที่ยึดหลักความสอดคล้องทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตของผู้ประกันตนวัยเกษียณ ที่มุ่งเน้นสร้างความมั่นคง เพียงพอในการดำเนินชีวิตของผู้ประกันตนวัยเกษียณ และสอดคล้องทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เนื่องจากสูตรคำนวณบำนาญเดิมของสำนักงานประกันสังคมนั้นใช้ค่าจ้างที่นำส่งเงินสมทบในช่วง 60 เดือนสุดท้ายมาเฉลี่ยเพื่อใช้เป็นฐานค่าจ้างในการคำนวณบำนาญ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบมาอย่างต่อเนื่องยาวนานแต่มีค่าจ้างลดลงในช่วงสุดท้ายก่อนสิ้นสภาพความเป็นผู้ประกันตน ทำให้บำนาญที่ได้รับไม่สอดคล้องกับการครองชีพที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม จึงจำเป็นต้องมีการปรับสูตรบำนาญให้เหมาะสมและเป็นธรรมยิ่งขึ้น ในการพิจารณาการปรับสูตรมีการกำหนด index สำหรับใช้ในการปรับค่าจ้างในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน และวิธีคำนวณค่าจ้างเฉลี่ยสำหรับคำนวณบำนาญ โดยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้รับบำนาญทุกคน
ทางอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงสูตรคำนวณตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินการให้รวดเร็ว รอบคอบและรัดกุมเพื่อความเป็นธรรมต่อผู้ประกันตนทุกกลุ่มพร้อมทั้งดูแลความยั่งยืนของกองทุนด้วย ผลการศึกษาการปรับสูตรบำนาญได้เสร็จสิ้นนานแล้วและได้มีการนำเสนอให้คณะกรรมการประกันสังคมตัดสินใจพร้อมทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว การประกาศใช้บำนาญสูตร Care ควรดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในต้นปีนี้ กองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนเปิด (Open-end Fund) ที่มีสมาชิกหรือผู้ประกันตนเข้ามาส่งเงินสมทบทั้งชั่วคราวและต่อเนื่อง สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ทั้งกลุ่มเริ่มทำงานใหม่ ผู้ที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่อง ผู้หยุดส่งเงินสมทบไม่ว่าจะถูกเลิกจ้าง ทุพพลภาพ เกษียณอายุ หรือ เสียชีวิต ระบบประกันสังคมก็จะดูแลให้ครอบคลุมทั้งหมด “สังคมไทยนั้นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจน เป็นความท้าทายในการต้องสร้างระบบบำนาญที่ดีที่สุด มีประสิทธิภาพภายใต้ระบบประกันสังคมเพื่อดูแลผู้ประกันตนวัยเกษียณได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดี”
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า ความวิตกกังวลเรื่องอนาคตของกองทุนชราภาพในกองทุนประกันสังคมมีความเสี่ยงเรื่องความยั่งยืนทางการเงิน จะไม่สามารถจ่ายบำนาญได้ในอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ เพราะโครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไป ประชากรในวัยทำงานจ่ายสมทบให้กองทุนลดลง ขณะที่สัดส่วนประชากรวัยชราที่ได้รับสิทธิบำนาญเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด มีเงินไหลออกหรือรายจ่ายบำนาญมากกว่า ไหลเข้า (เงินสมทบ) ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในหลายประเทศที่ผู้เชี่ยวชาญและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือไอแอลโอ พยากรณ์ว่า หากไม่มีการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ กองทุนชราภาพในกองทุนประกันสังคมจะไม่มีเงินจ่ายบำนาญให้กับผู้ประกันตนในปี พ.ศ.2597 คืออีก 30 ปีข้างหน้า สภาวะกองทุนชราภาพล้มละลายจะไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศที่มีการวางแผนล่วงหน้าไว้อย่างดี และมีการปฏิรูปกองทุนประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง
การสร้างความยั่งยืนให้กับกองทุนชราภาพของกองทุนประกันสังคมนั้นไม่ได้เป็นเรื่องของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน หรือของรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว เป็นเรื่องของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันสร้างความยั่งยืน เพื่อให้กองทุนประกันสังคม มีความก้าวหน้า มีประสิทธิภาพ มีความยั่งยืน และครอบคลุมการให้หลักประกันและความมั่นคงในชีวิตให้กับผู้ใช้แรงงาน การปฏิรูปและการดำเนินการต่างๆนั้นจะอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังต่อไปนี้ ยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างการให้บริการเชิงรุก (Modernized Service) ยุทธศาสตร์การสร้างพลังแห่งการขับเคลื่อนสู่องค์กรแห่งความเชื่อมั่น ความไว้วางใจและมีธรรมภิบาล (Trusted organization with good governance) ยุทธศาสตร์ การเพิ่มประสิทธิผลในการสร้างและเข้าถึงหลักประกันสังคมให้แก่แรงงาน ทุกกลุ่ม ทุกวัย (Effective Social Security System) ถ้ามีการออกกฎหมายและพัฒนาระบบและกลไกดีๆ ให้ สำนักงานประกันสังคมออกจากระบบราชการ และ พัฒนาเป็น องค์กรของรัฐที่มีศักยภาพสูง บริหารด้วยมืออาชีพที่ยึดหลักธรรมาภิบาล ยุทธศาสตร์ต่างๆเหล่านี้จะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และบรรลุเป้าหมายได้ดีขึ้น
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า การพัฒนาให้ “กองทุนประกันสังคม” เป็นเสาหลักของระบบสวัสดิการสังคมของไทย มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จำเป็นต่อการรับมือความท้าทายจากปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันและอนาคต “ระบบประกันสังคม” จะเป็นพื้นฐานในการที่ประเทศไทยจะก้าวสู่การมี “ระบบสวัสดิการถ้วนหน้า” ในอนาคต ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ห่างไกลหากเปรียบเทียบกับประเทศยุโรปเหนือที่มีสัดส่วนภาษีต่อจีดีพีอยู่ที่ 35-48% (สัดส่วนภาษีต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 14.6%) ส่วนรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 4.8% อยู่ในระดับต่ำกว่าเฉลี่ยเล็กน้อยเมื่อเทียบกันประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน แต่รายจ่ายสวัสดิการสังคมจะเป็นภาระทางงบประมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากสังคมผู้สูงวัย ขณะนี้ สัดส่วนรายจ่ายด้านสวัสดิการต่องบประมาณอยู่ที่ 20-23% สิ่งนี้ตอกย้ำชัดเจนว่า ทำไมเราต้องปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ปฏิรูประบบภาษี ทำไมเราต้องให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายสูงกว่าในระดับปัจจุบัน และ มีการกระจายรายได้ที่ดีกว่าเดิม
การออกแบบให้ระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมแรงงานให้มากที่สุดเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพื่อให้คนทำงานทุกท่านไม่ว่าจะเป็นแรงงานนอกระบบ แรงงานอิสระ แรงงานภาคเกษตรได้หลักประกันในชีวิตและความคุ้มครองทางสังคมจากระบบประกันสังคม ขณะนี้ มีคนทำงานประมาณ 59% ประมาณ 23.5 ล้านคน ที่อยู่นอกระบบหลักประกันทางสังคมของรัฐ คนเหล่านี้โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย แรงงานอิสระ แรงงานในภาคเกษตรกรรม แรงงานทำงานตามบ้าน เมื่อเจ็บป่วย อุบัติเหตุ ต้องหยุดงาน จะเอารายได้มาจากไหน เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด มีปัจจัยเสี่ยงเกิดขึ้น จะเอารายได้จากไหนมาใช้สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เมื่อเข้าสู่วัยชราภาพแล้วจะเอารายได้และเงินที่ไหนมาดำรงชีพ สังคมไทยจะมีประชากรวัยชรายากจนไม่มีเงินออมแต่มีหนี้จำนวนมาก ระบบประกันสังคมจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ สำหรับผู้ที่เป็นผู้ประกันตนอยู่แล้วตามมาตรา 33 ก็ดี มาตรา 39 ก็ดี มาตรา 40 ก็ดี จะพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้เพิ่มเติมอย่างไรได้บ้างโดยคำนึงถึงความยั่งยืนระยะยาวตามหลักการคณิตศาสตร์ประกันภัย การพัฒนาระบบประกันสังคมให้รองรับรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคตตามพลวัตของธุรกิจอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เราจะเห็น รูปแบบการจ้างงานที่มีลักษณะเป็น non-standard form of Work มากขึ้น พัฒนาโครงการเชิงนวัตกรรมรองรับรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป ให้ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจแพลตฟอร์มหรือผู้ใช้บริการต้องร่วมจ่ายเงินสมทบกับคนทำงานให้แพลตฟอร์มเพื่อให้อาชีพอิสระที่ทำงานให้แพลตฟอร์ม เช่น ไรเดอร์ แรงงานสร้างสรรค์ที่ทำงานเป็นโครงการเป็นชิ้นงาน พนักงานขายอิสระออนไลน์ ได้รับการคุ้มครองทางสังคมด้วย
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวอีกว่า อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้กองทุนประกันสังคมมีความยั่งยืน คือการปรับแนวทางการบริหารการลงทุนเพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนของเงินกองทุนให้ขึ้นมาอยู่ในระดับเฉลี่ย 5% แต่ต้องระมัดระวังในเรื่องการบริหารความเสี่ยง หากมีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด หรือ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศ ต้องมีระบบและกลไกที่เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี เนื่องจากการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดมีความซับซ้อนกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาด จากการที่ไม่มีหน่วยงานทางการในการกำกับดูแลอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน การลงทุนส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคให้ผู้ประกันตนจะช่วยลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายของกองทุนประกันสังคม การป้องกันการเกิดโรคมีต้นทุนระยะยาวที่ถูกกว่าการรักษาอย่างมาก ส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพของผู้ประกันตน ให้เกิดการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ด้านสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น พัฒนาระบบการพยากรณ์ด้านสุขภาพของผู้ประกันตนรายบุคคล ให้ทราบถึงสภาวะความเป็นไปได้ด้านสุขภาพ ส่งเสริมให้เกิดความตระหนักและใส่ใจดูแลป้องกันโรคร้ายแรงต่างๆด้วยการมีวิถีชีวิตและการดำเนินชีวิตที่ไม่สร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพ รัฐบาลควรมีแนวทางในการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุนสุขภาพ บูรณาการสิทธิประโยชน์และการบริการทางการแพทย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดความซ้ำซ้อน ลดภาระทางการเงินการคลังของประเทศ ประชากรในวัยทำงานของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องและในอัตราเร่งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว มีผู้สูงวัยมากกว่า 20% วัยแรงงาน 62% และวัยเด็กเพียง 15% ประชากรในวัยทำงานปัจจุบันประมาณ 41-42 ล้านคน และ มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ขณะนี้บางกิจการ บางอุตสาหกรรมสามารถทำการผลิตต่อไปได้โดยอาศัยแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน บางอุตสาหกรรมปรับใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ ระบบหุ่นยนต์และเอไอมากขึ้น พึ่งพิงแรงงานมนุษย์ลดลง และผลิตภาพเพิ่มสูงขึ้น การบูรณาการให้แรงงานต่างชาติเข้ามาอยู่ในระบบประกันสังคมเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีสำคัญ สร้างความตระหนกรู้ให้ นายจ้างและลูกจ้างต่างชาติ ว่าเมื่อเข้าเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมแล้วจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง
เวลาเราพูดถึงความยั่งยืนทางการเงินของระบบประกันสังคม ในมุมของผู้ประกันตน คือ การได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่คาดหวัง พอเพียง เหมาะสม ในมุมผู้จ่ายเงินสมทบ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง นายจ้าง หรือรัฐบาล คือ การส่งเงินสมทบที่ไม่สูงเกินไปจนเป็นภาระ หรือ ไม่ถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ในมุมของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ความยั่งยืนทางการเงิน หมายถึง การทำอย่างไรให้ เกิดความสมดุลระหว่างเงินไหลออก (รายจ่าย) กับเงินไหลเข้า (รายรับ) และป้องกันไม่ให้เกิดความรั่วไหลหรือขาดประสิทธิภาพ หรือป้องกันการนำเงินของผู้จ่ายเงินสมทบไปลงทุนผิดผลาดเสียหาย
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า คาดการณ์ว่าเงินในกองทุนนี้จะเพิ่มขึ้นสูงราว 6-8 ล้านล้านบาทในปี 2585 แต่หลังจากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ขาลง ซึ่งอาจกลายอุปสรรคสำคัญในอนาคต ดังนั้นระบบประกันสังคมจึงมีความจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงและปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนฯ และไม่ให้กระทบคุณภาพชีวิตประชากรไทยหลายสิบล้านคน เพราะไม่เช่นนั้นก็จะกลายมาเป็นภาระของภาครัฐ ต้องปรับเป็นระยะคืออีกประมาณ 30-40 ปีข้างหน้า ก็อาจจะต้องปรับอีก หรือถ้าไม่ปรับอะไร รัฐก็ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ใส่เงินงบประมาณมาเพิ่ม หรือผู้ประกันตนในยุคนั้นก็ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ต้องจ่ายมากขึ้นเหมือนประเทศในยุโรป แต่ว่าระบบนี้ต้องอยู่ต่อไปเพื่อหลักประกันในชีวิตให้คนทำงานทั้งหลาย
รศ. ดร.อนุสรณ์ชี้ว่า แนวโน้มของการเกษียณอายุก่อนเวลาเพิ่มมากขึ้นในบางภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเพื่อลดต้นทุน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและผลิตภาพ ปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดรับกับเทคโนโลยี ขณะที่นักศึกษาจบใหม่มีแนวโน้มตกงานมากขึ้นจากการนำเทคโนโลยีเอไอมาใช้แทนแรงงานมนุษย์
การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) และเทคโนโลยีเอไอ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดแรงงานในธุรกิจการเงิน การบริการ กิจการค้าปลีก กิจการสื่อมวลชน ผู้บริหารระดับกลางจะถูกแทนที่โดยเอไอมากขึ้น แรงงานที่มีอายุมากอาจจะปรับทักษะใหม่ไม่ได้ หรือ ต้องใช้การลงทุนมากเกินไป องค์กรจำนวนไม่น้อย ก็จะเอา แรงงานอายุมากเหล่านี้ ออก ทำให้องค์กรกระชับขึ้น และเปิดให้คนรุ่นใหม่อายุน้อยกว่า ฐานเงินเดือนต่ำกว่า มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้ดีกว่าเข้ามาแทนที่
“ภาวะดังกล่าวอาจทำให้องค์กรอยู่รอดได้เฉพาะหน้า แต่อาจไม่ยั่งยืน หากระบบเศรษฐกิจและสังคมได้รับผลกระทบ องค์กรก็จะได้รับผลกระทบในที่สุด สังคมจะเผชิญ ภาวะ ‘ยังไม่แก่แต่ไม่มีงานทำ ไม่มีเงินออม ยังมีภาระผ่อนบ้าน มีภาระดูแลลูกและพ่อแม่’ จะทำให้เกิดการล่มสลายทางการเงินของมนุษย์เงินเดือนวัยกลางคนในบางธุรกิจอุตสาหกรรม รัฐบาลและสังคมไทยต้องมีมาตรการและนโยบายในการรับมือเพราะจะเป็นปัญหาใหญ่โตในอนาคตได้ ขณะเดียวกัน ก็จะมีการยืดอายุเกษียณในหลายกิจการในภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมจากภาวการณ์ขาดแคลนแรงงานด้วยเช่นเดียวกัน แรงงานว่างงาน ไม่สามารถเข้ามาทดแทน แรงงานขาดแคลนได้ เพราะมีทักษะแตกต่างกัน เกิดความไม่สมดุลในตลาดแรงงาน ด้านหนึ่งมีคนว่างงาน อีกด้านหนึ่ง ไม่สามารถหาคนมาทำงานได้ เทคโนโลยีเอไอ โดยเฉพาะ Generative AI and Artificial General Intelligence -AGI จะเปลี่ยนกายวิภาคของงาน (Anatomy of Work) เสริมศักยภาพการทำงานของแรงงานมนุษย์ จากการวิจัยพบว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะทำให้สามารถประหยัดเวลาการทำงานของแรงงานมนุษย์ได้ไม่ต่ำกว่า 60-70% Generative AI and AGI จะเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ความรู้สูง ทักษะสูงและค่าจ้างสูงมากกว่าแรงงานทักษะต่ำและค่าจ้างต่ำ มีการคาดการณ์ตำแหน่งงานในตลาดแรงงานทั้งหมดครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 50% จะถูกแทนที่โดยระบบอัตโนมัติภายในปี ค.ศ.2045 Generative AI ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีการผลิตจะทำให้อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นระหว่าง 0.5-3.4% ต่อปี Augmentation แรงงานทักษะต่ำให้ทำงานได้ดีขึ้นและสร้างผลกำไรให้กับกิจการได้มากขึ้น Generative AI และ Quantum Computing จะพลิก โฉมโลกและชีวิตมนุษย์มากยิ่งกว่าครั้งใดๆใน ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เมื่อเรามีความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟน พลิกโฉมระบบเศรษฐกิจ ระบบธุรกิจได้มาก พอสมควร แต่ครั้งนี้จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมตั้งแต่ อุตสาหกรรมบันเทิง จนถึง การสื่อสาร การเงินและ การออกแบบ ระบบการเมือง การทำงานและวิถีชีวิต ผู้คนมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
นอกจากนี้ Generative AI ทำให้สามารถพัฒนาสู่ AGI (Artificial General Intelligence) ซึ่งเป็น “ปัญญาประดิษฐ์ สามารถทำงานเลียนแบบสมองมนุษย์ได้ ไม่ได้เป็นเพียงปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานเฉพาะเจาะจงตามโปรแกรมคำสั่งที่ถูกป้อนให้เท่านั้น การเกิดขึ้นของ Gen AI และ AGI จะทำให้แรงงานทักษะขั้นสูงมีผลิตภาพ (Productivity) และผลผลิตเพิ่มขึ้นหลากหลายและเติบโตอย่างก้าวกระโดดทำให้เรา สามารถทำงานน้อยลง ได้ผลผลิตมากกว่าเดิม และ Generative AI และ Quantum Computing จะเข้ามา ทำงานแทนแรงงานมนุษย์ได้แทบจะทุกสาขาวิชาชีพ รวมทั้งสามารถทำงานในสิ่งที่ศักยภาพของสมองมนุษย์มีขีดจำกัด ไม่สามารถทำได้” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวด้วยว่า การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอาจนำมาสู่ความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นระหว่างทุนและแรงงาน ระหว่างทุนที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีกับทุนที่ซื้อและใช้เทคโนโลยี ระหว่างประเทศเจ้าของเทคโนโลยีกับประเทศที่ซื้อเทคโนโลยีมาใช้ เทคโนโลยีแพลตฟอร์มดิจิทัลในบางลักษณะได้สร้างพลวัตแบบผูกขาดขึ้นมา มียักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีไม่กี่บริษัทที่ควบคุมตลาดโลก ทำให้ธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็ก หรือบริษัทใหญ่ในประเทศไม่มีอำนาจต่อรองไม่สามารถแข่งขันได้ กลุ่มทุนเจ้าของเทคโนโลยีสามารถสะสมความมั่งคั่งจนล้นเกินขณะที่แรงงานเผชิญการถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีและค่าจ้างหยุดนิ่ง ส่วนการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์มทั้งหลาย อย่าง Grab, Uber อาจมีความยืดหยุ่นในการทำงานสูง แต่งานไม่มีความมั่นคง และไม่มีสวัสดิการและความคุ้มครองทางแรงงานที่ดีนัก ต้องมีการจัดระเบียบระบบการจ้างงานแบบนี้ให้แรงงานได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสม ความมั่งคั่งและผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยีจะถูกแบ่งปันอย่างไรให้เป็นธรรม เป็นเรื่องที่สังคมต้องแสวงหาคำตอบร่วมกัน
นอกจากนี้ อาจเกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างแรงงานมีทักษะและไม่มีทักษะในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆทั้งหลายภายใต้เศรษฐกิจแบบดิจิทัลสามารถทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและการแบ่งขั้วในสังคมเพิ่มขึ้นก็ได้ ลดลงก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้ไปในทางไหนและด้วยการกำกับดูแลทั้งทางนโยบายอย่างไร หรือ กลไกตลาดในระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนไปอย่างไร ทุนนิยมโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมีผลทำให้เกิดการแบ่งขั้วด้านอาชีพมากขึ้น อัตราการเติบโตของค่าตอบแทนระหว่างผู้บริหารระดับสูง กับ อัตราการเติบโตของค่าตอบแทนของคนงานทั่วไปถ่างกว้างมากขึ้นทุกวัน เช่นเดียวกับแรงงานที่มีทักษะทางด้านดิจิทัล และ แรงงานที่ไม่มีทักษะในเรื่องดังกล่าว ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ทำให้บรรษัทข้ามชาติเครื่องย้ายฐานงานทักษะต่ำเกือบทั้งหมดไปยังดินแดนที่มีแรงงานทักษะต่ำจำนวนมากและมีค่าแรงถูก เศรษฐกิจดิจิทัลมีการนำเทคโนโลยีและระบบเครื่องจักรอัตโนมัติมาแทนที่แรงงานมนุษย์ที่ทำงานแบบซ้ำๆโดยไม่ต้องใช้ทักษะ การแบ่งขั้วทางด้านอุดมการณ์ความคิดและวิถีชีวิตอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ขึ้นอยู่กับมีการใช้เทคโนโลยีไปในทิศทางใด
เมื่อเราพูดถึงความเหลื่อมล้ำ เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องช่องว่างดิจิทัล เนื่องจาก “ช่องว่างดิจิทัล” จะทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมย่ำแย่ลง เวลาเราพูดถึง ช่องว่างดิจิทัล เรามักหมายถึง ช่องว่างระหว่างกลุ่มที่เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลกับกลุ่มที่เข้าไม่ถึง ความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล การเข้าถึงอินเตอร์เน็ต อุปกรณ์สื่อสารและคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งที่สะท้อนความสามารถทางการเงิน ฐานะทางเศรษฐกิจ ทักษะและศักยภาพของบุคคลที่แตกต่างกันอีกด้วย เราจึงเห็นความแตกต่างของการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศด้อยพัฒนา ระหว่างพื้นที่ในเมืองใหญ่กับชนบท ความไม่สามาถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้ทำให้เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพ การศึกษา ข้อมูลข่าวสารและโอกาสทางเศรษฐกิจต่างๆ ความไม่เท่าเทียมใน การเข้าถึง การใช้ และผลกระทบจาก เทคโนโลยีโทรคมนาคมและการสื่อสารของผู้คน ตั้งแต่อดีตจนก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลในระยะต่อมา ทำให้ความไม่เท่าเทียมนี้ถูกเรียกในภายหลังว่า “ช่องว่างทางดิจิทัล” หรือ Digital Divide ซึ่งแปลความให้ง่ายก็คือ ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต
ความไม่เท่าเทียมจากการเข้าถึงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่ผู้คนทั้งโลก เกิดจากปัจจัยอย่างน้อยที่สุด 3 ประการคือ
ประการที่หนึ่ง เกิดจากช่องว่างในการเข้าถึงการใช้เทคโนโลยี (วัดจากจำนวนและการกระจายตัวของเทคโนโลยี เช่น จำนวนโทรศัพท์ จำนวนคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เป็นต้น)
ประการที่สอง เกิดจากช่องว่างจากความสามารถในการใช้เทคโนโลยี (วัดจากทักษะและปัจจัยเสริมอื่นๆ)
ประการที่สาม เกิดจากช่องว่างที่มีผลกระทบต่อการใช้งาน (วัดจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การเงิน หรือการวัดผลด้านอื่น)
ประเทศต่างๆตระหนักถึงปัญหาของ “ช่องว่างทางดิจิทัล”เหล่านี้เป็นอย่างดี และเกือบทุกประเทศได้พยายามแก้ไขเพื่อทำให้ช่องว่างเหล่านี้แคบลง หลายประเทศสามารถลดช่องว่างเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นต้นว่า เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฟินแลนด์ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวิสเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และญี่ปุ่น ในขณะที่ประเทศอีกจำนวนมากรวมทั้งประเทศไทยเองต่างยังไม่สามารถก้าวข้ามช่องว่างนี้ไปได้ ช่องว่างทางดิจิทัล มีวิวัฒนาการต่อเนื่อง ตามกาลเวลาที่ผ่านไปและตามประเภทของเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ เทคโนโลยีทุกประเภทที่ถูกนำมาใช้ต้องใช้เวลาใน การแพร่กระจาย (Diffusion) เทคโนโลยีบางประเภทสามารถถูกซึมซับและแพร่กระจายได้รวดเร็วขณะที่เทคโนโลยีบางประเภทต้องใช้เวลาหลายปีหรือหลายสิบปีจึงจะถึงจุดอิ่มตัวและเข้าถึงคนส่วนใหญ่ ช่องว่างทางดิจิทัล มิใช่เป็นช่องว่างเชิงเดี่ยว (Single divide) แต่เป็นช่องว่างหลายมิติ เช่น เกิดขึ้นระหว่างประเทศ เกิดขึ้นระหว่างเพศ เกิดขึ้นระหว่างวัย ฯลฯ
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า Artificial General Intelligence (AGI) หรือ General AI (ปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาให้ใกล้เคียงมนุษย์) และ Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์สร้างสรรค์) จะนำไปสู่อุปทานส่วนเกินจำนวนมากของงานสร้างสรรค์ อุปทานแรงงานสร้างสรรค์ นำไปสู่การลดลงของอุปสงค์ต่อแรงงานสร้างสรรค์ของมนุษย์อย่างชัดเจนในระยะ 5-10 ปีข้างหน้าและอนาคตต่อไป แรงงานมนุษย์ที่ขาดทักษะแบบใหม่จะว่างงานมากขึ้น สังคมจะบริหารจัดการตรงนี้อย่างไร
ขณะที่กิจการการผลิตหรือบริการที่อาศัยแรงงานมนุษย์จะมีลักษณะคุณค่าในตลาดเฉพาะเจาะจง (Gain Niche Value) ผลิตภาพที่สูงขึ้น ลดระดับราคาของสินค้าจำเป็นทั้งหลาย เปลี่ยนแปลงพลวัตทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเคลื่อนตัวสู่การเป็น Hyper Capitalism มากขึ้นพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ Artificial General Intelligence (AGI) หรือ General AI (ปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาให้ใกล้เคียงมนุษย์) ทำให้เกิดความจำเป็นในการต้องปฏิรูปและปรับเปลี่ยนระบบประกันสังคม ระบบความมั่นคงและความปลอดภัยของแรงงาน ข้อถกเถียงเรื่องภาษี หุ่นยนต์และ AI เกิดขึ้นในยุโรป สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้และญี่ปุ่น บางประเทศมีการเก็บภาษีเพื่อมาใช้สำหรับสวัสดิการแรงงาน บางประเทศไม่เก็บเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งลดแรงงานจูงใจในการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้เกิดระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต การคุ้มครองทางสังคมแบบถ้วนหน้า สนับสนุนให้มีการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเสมอภาค หากมีมาตรการและนโยบายในการเปลี่ยนผ่านเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆได้อย่างเหมาะสมจะทำให้ GDP ไทยมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นและเพิ่มศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เมื่อการดำเนินนโยบายครอบคลุมและเน้นความเสมอภาคเท่าเทียม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital transition) สามารถเป็นพลังลดความเหลื่อมล้ำและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ สังคมในอนาคตจะให้คุณค่ากับการใช้ชีวิตตามความปรารถนามากขึ้น หลายประเทศเริ่มคิดถึงระบบ Universal Basic Income เพื่อรองรับ แรงงานมนุษย์ส่วนเกิน เพื่อให้สามารถดำรงชีพตามมาตรฐานขั้นต่ำได้ นอกจากนี้ การพัฒนาเกี่ยวกับ AI นั้นควรมีการจัดตั้ง National AI Office ขึ้นมา หลายประเทศเริ่มคิดถึงระบบ Universal Basic Income เพื่อรองรับ แรงงานมนุษย์ส่วนเกิน เพื่อให้สามารถดำรงชีพตามมาตรฐานขั้นต่ำได้ ระบบคุณค่าของสังคมมนุษย์ ความเชื่อศรัทธาต่อศาสนาอาจเปลี่ยนแปลงในอนาคตภายใต้พลวัตเทคโนโลยี

