ลัคกี้ สุกี้ หวังรบ.ใหม่กระตุ้นกำลังซื้อ ทุ่ม 600 ล้าน ขยาย 30 สาขา เปิดตัวลัคกี้ มาร์เช่ สู้สงครามเดือด
น.ส.รสรินทร์ ติยะวราพรรณ กรรมการบริหาร บริษัทมิราเคิล แพลนเนท จำกัด กล่าวว่า ปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายรวมมากกว่า 3,500 ล้านบาท พร้อมเตรียมงบลงทุนประมาณ 500-600 ล้านบาท ขยายสาขาเพิ่มเติมอีกประมาณ 25-30 สาขา ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลักในต่างจังหวัด โดยปัจจุบันมีร้านอาหารในเครือรวม 45 สาขา แบ่งเป็น ลัคกี้ สุกี้ 33 สาขา และ ลัคกี้ บาร์บีคิว 12 สาขา โดยการขยายธุรกิจในปี 2569 จะดำเนินภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในทุกมิติ ตั้งแต่การคัดเลือกทำเล และการขยายสาขาอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1. ยกระดับสินค้าและคุณภาพ เพิ่มเมนูใหม่และเมนูพรีเมี่ยม เพื่อเพิ่มมูลค่าและความคุ้มค่า
2. ตอกย้ำความคุ้มค่าและการเข้าถึงง่าย ด้วยราคาที่สมเหตุสมผลและโปรโมชั่นกระตุ้นการซื้อขั้น
3. ขยายยอดขายทุกช่องทาง เพิ่มประสิทธิภาพทั้งหน้าร้านและเดลิเวอรี่
4. บริหารต้นทุนและมาตรฐานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ ระบบงาน และการบริการให้ ได้มาตรฐานเดียวกันทุกสาขา
น.ส.รสรินทร์ กล่าวว่า ไฮไลท์สำคัญของปี 2569 คือการเปิดตัวร้านคอนเซ็ปต์ใหม่ ลัคกี้ มาร์เช่ เน้นรูปแบบ Food Market Experience ที่ลูกค้าสามารถเลือกอาหารได้อย่างอิสระ มีโซนเมนูและวัตถุดิบที่หลากหลาย ไปจนถึงการออกแบบ Flow ร้านที่ช่วยลดเวลารอ เพิ่มความสะดวกและคล่องตัว และเพิ่มเมนูมากขึ้น อาทิ เครื่องดื่มสลัชชี่จาก 3 เป็น 6 รายการ ของทานเล่นจาก 6 เป็น 9 รายการ พร้อมเตรียมเปิดตัวเมนูพิเศษเฉพาะสาขาในอนาคต โดยยังคงฐานลูกค้าหลักเดิม ควบคู่กับการขยายการเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ ร้านลัคกี้ มาร์เช่ สาขาแรก ตั้งอยู่ในตลาดอมรพันธุ์ บริเวณสี่แยกเกษตร ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยพื้นที่ร้านมีขนาดประมาณ 600-700 ตารางเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่และเป็นแนวยาวเพื่อสะดวกต่อการลุกตักอาหาร ซึ่งใช้งบลงทุนมากกว่า 20 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ในปี 2569 บริษัทมีแผนขยายร้านรูปแบบลัคกี้ มาร์เช่ ให้ได้มากกว่า 10 สาขา โดยจะกระจายไปทั่วประเทศ ทั้งนี้ ลัคกี้ มาร์เช่ สาขาที่ 2 กำลังจะเปิดในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ ที่วี-สแควร์จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนสาขาที่ 3-4 จะเปิดในเดือนมีนาคม ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ลัคกี้ สุกี้จะมีสาขารวมกว่า 70 สาขา

นอกจากนี้ ภาพรวมอุตสาหกรรมร้านอาหารไทยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากมูลค่าตลาดร้านอาหารไทยใน ปี 2569 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 660,000 ล้านบาท เติบโต 4.6% ขณะที่ตลาดร้านอาหารประเภทสุกี้-ชาบูในประเทศไทย คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 35,000-40,000 ล้านบาท และเติบโตในอัตรา 5-8% ต่อปี โดยรูปแบบที่เติบโตเด่นคือบุฟเฟต์ที่เน้นความคุ้มค่า มีเมนูหลากหลาย และมอบประสบการณ์มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แม้ช่องทางเดลิเวอรี่จะมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่การรับประทานที่ร้าน (Dine-in) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของตลาด

นายวิรัตน์ โรจยารุณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด กล่าวว่า ในปี 2569 เชื่อว่าตลาดร้านอาหารประเภทสุกี้-ชาบูยังคงมีเปอร์เซ็นต์ในการเติบโต คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 35,000-40,000 ล้านบาท และเติบโตในอัตรา 5-8% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ตลาดประเภทสุกี้-ชาบู ทางบริษัทประเมินว่ากำลังเผชิญกับสภาวะการแข่งขันสูง ดังนั้น บริษัทจึงจำเป็นที่ต้องพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และพยายามพัฒนาธุรกิจอย่างไม่หยุดนิ่ง อาทิ การขยายสาขาควบคู่กับการพัฒนารูปแบบและปรับกลยุทธ์ ทั้งนี้ เชื่อว่าถ้าผู้ประกอบการรายใดยังคงมีการพัฒนาก็จะมีโอกาสได้รับการตอบรับจากลูกค้ามากกว่า นอกจากนี้ ตนมีความหวังและเชื่อมั่นต่อรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะมาจากชุดใดหรือทีมใดนั่น ต่างก็จะพัฒนาด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจและกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน บริษัทก็จะไม่หยุดนิ่งหรือนั่งรอ แต่จำเป็นที่จะต้องปรับตัวเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ ทั้งนี้ ทุกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเสริมศักยภาพจีดีพีให้แก่ประเทศ ตนเชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และส่งผลให้ธุรกิจอาหารมีโอกาสเติบโตมากขึ้น เนื่องจากหากรายได้ของประชาชนโดยภาพรวมดี ก็เป็นผลให้ลูกค้าสามารถใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น

