สอท.เกาะติดทรัมป์หันบี้ภาษี 10% กางผลกระทบส่งออกไทย 2 กลุ่ม ห่วงทรัมป์ใช้มาตรา 301 เก็บภาษีไทย มาตรา 122 เอื้อไทยเจรจาเว้นภาษี
เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลสูงสุดสหรัฐมีคำวินิจฉัยด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ว่าการที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรต่างตอบแทนกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ว่า คำพิพากษาดังกล่าว ไม่เหนือความคาดหมายของภาคเอกชนไทย เนื่องจากศาลได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษามาหลายครั้ง สะท้อนความพยายามหาทางออกที่เหมาะสมภายใต้กลไกถ่วงดุลอำนาจของระบบประชาธิปไตยสหรัฐ
นายเกรียงไกร กล่าวว่า คำตัดสินระบุชัดว่าการเก็บภาษีตอบโต้ในลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่อำนาจโดยตรงของประธานาธิบดี และต้องยุติลงทันที อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ยังคงยืนยันจุดยืนปกป้องผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐ โดยเชื่อว่ามาตรการที่ดำเนินการนั้นถูกต้องตามแนวนโยบาย America First ดังนั้น จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าทรัมป์จะมีมาตรการอะไรออกมาอีก ซึ่งภายหลังคำตัดสิน ทรัมป์จึงหันไปใช้อำนาจตามกฎหมายอื่นแทน ล่าสุดประกาศใช้มาตรา 122 (Section 122) ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) เพื่อจัดเก็บภาษีศุลกากรในลักษณะ Global Tariff อัตรา 10% กับสินค้านำเข้าทั่วโลก เพิ่มเติมจากอัตราปกติที่มีอยู่เดิม อย่างไรก็ดี มาตรการตามมาตรา 122 มีข้อจำกัดด้านระยะเวลา โดยสามารถบังคับใช้ได้เพียง 150 วัน หรือประมาณ 5 เดือน (ถึงช่วงเดือนกรกฎาคม 2569) หากต้องการขยายเวลาต่อ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งเป็นกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร
นายเกรียงไกร กล่าวว่า จำแนกผลกระทบต่อการส่งออกไทยเป็น 2 กลุ่มหลักอย่างชัดเจน แบ่งเป็น 1. กลุ่มได้รับผลกระทบเต็ม 10% โดยกลุ่มแรกคือสินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษี 10% เต็มตามมาตรา 122 อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD), แผงวงจรไฟฟ้า (PCB) และไอซี (IC) ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก , ยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะยางรถยนต์ ที่จะถูกบวกเพิ่ม 10% จากภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) เดิมที่มีอยู่แล้ว ทำให้ต้นทุนพุ่งขึ้นสองชั้น , เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น ซึ่งสหรัฐเป็นตลาดหลัก , อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญไปยังตลาดสหรัฐ กลุ่มดังกล่าวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีสัดส่วนส่งออกสูง หากถูกเก็บภาษีเพิ่มจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทันที โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและคำสั่งซื้อผันผวน
นายเกรียงไกร กล่าวว่า 2. กลุ่มได้รับการยกเว้น ในทางกลับกัน สินค้าเกษตรและประมง เช่น ข้าว ทุเรียน มังคุด และผลไม้เมืองร้อนหลายชนิด กลับได้รับการยกเว้น เนื่องจากหากสหรัฐจัดเก็บภาษีในกลุ่มนี้ จะทำให้ราคาอาหารในประเทศพุ่งสูง กระทบเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองและเศรษฐกิจที่รัฐบาลสหรัฐพยายามหลีกเลี่ยง ซึ่งการยกเว้นดังกล่าว สะท้อนข้อจำกัดเชิงนโยบายภายในของสหรัฐเอง และเป็นจุดที่ไทยยังพอมีพื้นที่หายใจในภาคเกษตร
นายเกรียงไกร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม แม้มาตรา 122 จะมีกรอบเวลาเพียง 150 วัน แต่สิ่งที่ภาคเอกชนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะใช้ มาตรา 301 (Section 301) ซึ่งให้อำนาจสหรัฐตรวจสอบและดำเนินมาตรการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่ามีพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยประเด็นที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมา ได้แก่ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา, การอุดหนุนอุตสาหกรรม และการบิดเบือนค่าเงิน โดยประเทศไทยยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเรื่องการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ซึ่งอาจกลายเป็นข้ออ้างในการดำเนินมาตรการทางการค้าเพิ่มเติมในอนาคต
นายเกรียงไกร กล่าวว่า อีกประเด็นที่ยังไม่มีความชัดเจน คือการคืนเงินภาษีมูลค่ากว่าแสนล้านดอลลาร์ ที่เคยจัดเก็บไปก่อนหน้านี้ หากคำพิพากษาทำให้มาตรการเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะมีขั้นตอนการคืนเงินอย่างไร และเมื่อใด ซึ่งอาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบการคลังและตลาดทุนของสหรัฐเอง
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ในช่วงเวลา 150 วันที่มาตรา 122 มีผลบังคับใช้ ประเทศไทยยังมีโอกาสใช้ช่องทางการเจรจาแบบทวิภาคีกับสหรัฐ เพื่อขอยกเว้นหรือผ่อนปรนภาษีบางรายการ โดยอาจเสนอเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรือเครื่องบิน ซึ่งเคยมีการหารือมาก่อนหน้านี้ ซึ่งความสำเร็จของการเจรจาจะขึ้นอยู่กับดุลอำนาจทางการเมืองภายในสหรัฐ และท่าทีของทีมเศรษฐกิจทำเนียบขาว

