หอค้า เตือน ศึกศาลสหรัฐเขย่าภาษีทรัมป์ยังไม่จบ ชี้ โอกาสส่งออก แต่ห้ามชะล่าใจ
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึง กรณีที่ศาลสูงสุดสหรัฐมีคำวินิจฉัยด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ว่า การที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อกำหนดภาษีศุลกากรต่างตอบแทนกับประเทศคู่ค้าทั่วโลก เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ว่า คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นแรงกระแทกสำคัญต่อนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับนายทรัมป์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจาก ภาษีที่สหรัฐฯเรียกเก็บจากประเทศคู่ค้าทั่วโลกในอัตรา 10–30% ซึ่งไทยถูกเรียกเก็บราว 19% นั้น จะต้องถูกยกเลิกตามคำวินิจฉัย
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปแล้วและผู้นำเข้าได้ชำระภาษีไปก่อนหน้า โอกาสที่ผู้นำเข้าจะได้รับเงินภาษีคืนนั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯประกาศชัดเจนว่าไม่ต้องการคืนเงินภาษี เว้นแต่จะมีการฟ้องร้องผ่านกระบวนการศาล ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือยืดเยื้อเป็นปี ขณะเดียวกัน ขณะที่ในภาคส่วนของผู้บริโภคในสหรัฐฯได้รับผลกระทบไปแล้วจากการที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นตามภาระภาษี และเป็นการยากที่ราคาจะปรับลดลงในทันที โดยต้องจับตาดูว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีมาตรการกดดันภายในประเทศอย่างไรเพื่อให้ราคาสินค้าปรับตัวลดลง
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อทั่วโลกนั้น ตนคาดการณ์ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ยอมนิ่งเฉยและเตรียมประกาศใช้กฎหมายมาตราอื่นที่มีอำนาจจัดเก็บภาษีได้ โดยเฉพาะมาตราที่อนุญาตให้เก็บภาษีได้สูงสุด 15% ซึ่งคาดว่าในเบื้องต้นอาจประกาศเก็บในอัตรามาตรฐานเท่ากันทั่วโลกที่ 10% และเหลืออีก 5% ไว้เป็นอำนาจต่อรองกับประเทศคู่ค้าที่มีประเด็นขัดแย้งกับสหรัฐฯ ตามรูปแบบกลยุทธ์ที่นายทรัมป์มักใช้มาโดยตลอด นอกจากนี้ยังต้องจับตาสินค้าบางประเภท เช่น เหล็กและอลูมิเนียม ที่สหรัฐฯ อาจใช้มาตรา 232 เพื่อดึงการลงทุนกลับสู่ประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย
“แม้ปัจจุบันประธานาธิบดีจะไม่สามารถประกาศใช้อำนาจตนเองได้โดยตรงในทุกมาตรา เพราะต้องผ่านขั้นตอนของกระทรวงพาณิชย์หรือความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งทำให้กระบวนการล่าช้าลง แต่อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษี 10-15% ตามที่นายทรัมป์ประกาศไว้ถือเป็นเครื่องมือที่รวดเร็วที่สุดในขณะนี้” นายวิศิษฐ์ กล่าว
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ในช่วงรอยต่อที่สหรัฐกำลังทบทวนกลยุทธ์ใหม่ เป็นโอกาสที่เอกชนจากประเทศคู่ค้าจะสามารถส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ได้มากขึ้น คล้ายกับจังหวะการเร่งส่งสินค้า (Front-load) ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ประกอบกับระดับราคาสินค้าในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง ผู้นำเข้าจึงมีแนวโน้มจะเร่งนำเข้าเพื่อทำกำไรในช่วงที่ราคาจำหน่ายยังไม่ปรับตัวลดลง
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เตือนว่าภาคเอกชนไทยยังไม่อาจเบาใจได้ทั้งหมด เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ สามารถใช้เงื่อนไขภาษี 10% เป็นเครื่องมือในการต่อรอง และยังมีกฎหมายอีกหลายมาตราที่พร้อมจะนำมาใช้กดดันในอนาคต อีกทั้งเมื่อสหรัฐฯ สูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีทั่วโลก อาจส่งผลให้ต้องหาวิธีอื่นในการพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งอาจรวมถึงการขยายขอบเขตความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในที่สุด
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางรับมือว่า ภาครัฐและ ภาคเอกชนต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และใช้โอกาสในระยะสั้นนี้เร่งผลักดันการส่งออกอย่างเต็มที่ เพราะจังหวะเวลาเช่นนี้อาจมีไม่นาน ส่วนในระยะกลางและระยะยาวต้องคอยตรวจสอบมาตรการใหม่ๆ และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การเจรจาเนื่องจากแรงกดดันจากสหรัฐฯ จะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 หากมองเฉพาะมิติการส่งออกอาจได้รับอานิสงส์จากการเร่งส่งสินค้าในช่วงสั้น แต่ในระยะยาวนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงในมิติการเมืองระหว่างประเทศที่จะกระทบเศรษฐกิจอยู่ดี โดยในช่วงที่ผ่านมาผู้ส่งออกเริ่มปรับตัวได้บ้างแม้จะมีความเสียหายจากการถูกกดราคาสินค้าเพราะภาระภาษี แต่สิ่งที่กังวลหนักในขณะนี้คือเรื่องค่าเงิน ซึ่งหากผลกระทบครั้งนี้เป็นเหตุให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง จะส่งผลให้ค่าเงินสกุลอื่นรวมถึงเงินบาทแข็งค่าขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย

